โมเดลทั้งสองรุ่นเปิดให้ทดลองใช้สาธารณะ (public preview) ผ่าน Microsoft Foundry เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม
ไมโครซอฟท์กำลังทยอยนำโมเดลใหม่เหล่านี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์เรือธงหลายรายการทันที :
ไมโครซอฟท์ระบุว่าโมเดล MAI ถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์มากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการแทนที่เพิ่มเติมใน Excel และ Outlook
ไมโครซอฟท์ให้ข้อมูลเปอร์เซ็นต์การลดต้นทุนการประมวลผล GPU ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งหมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานในการอนุมานผล (inference) เมื่อบริษัทใช้โมเดลของตัวเองเทียบกับการให้สิทธิ์หรือโฮสต์โมเดลเทียบเท่าของ OpenAI ตัวเลขเหล่านี้เป็นส่วนต่างของต้นทุนฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ความแตกต่างของราคา API :
| โมเดล | กรณีการใช้งาน | การลดต้นทุน GPU เทียบกับ OpenAI | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|
| MAI-Image-2.5-Pro | PowerPoint (เทียบกับ GPT-Image-2) | สูงถึง 84% | |
| MAI-Voice-2-Flash | Dynamics 365 Contact Center | สูงถึง 89% | |
| MAI-Voice-2-Flash | ทั่วไป (เทียบกับ MAI-Voice-2) | คุ้มค่าเพิ่มขึ้น 32% (เร็วกว่า 2 เท่า) |
การลดต้นทุนเหล่านี้มีนัยสำคัญพอที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์หน่วย (unit economics) ของฟีเจอร์ AI ของไมโครซอฟท์ในชุด Office และระบบคลาวด์
การเปิดตัวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมเป็นกลุ่มย่อยเฉพาะทางภายในตระกูล MAI ที่มีทั้งหมดเจ็ดโมเดล ซึ่งประกาศครั้งแรกในงาน Microsoft Build เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 :
MAI-Image-2.5-Pro เพิ่มระดับพรีเมียมสำหรับคุณภาพของภาพสูงสุด ในขณะที่ MAI-Voice-2-Flash เพิ่มระดับที่ปรับจูนเพื่อความเร็วสำหรับงานเสียงที่มีปริมาณมากและความหน่วงต่ำ โมเดลทั้งตระกูลได้รับการฝึกอบรมบนชิป Maia 200 ซึ่งเป็นตัวเร่งความเร็ว AI ที่ออกแบบเองของไมโครซอฟท์ โดยไม่มีการกลั่นความรู้ (distillation) จากโมเดลของบุคคลที่สาม และอ้างว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าถึง 1.4 เท่าจากการออกแบบร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินกลยุทธ์หลายขั้นตอนเพื่อสร้างความพึ่งพาตนเองด้าน AI แบบครบวงจร :