อย่างไรก็ตาม การเทขายครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นหลัง Amazon ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ว่า บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปี 2025 หุ้นร่วง 5.55% ในวันที่มีการประกาศ และลดลง 12% ตลอดสัปดาห์นั้น The Motley Fool รายงานว่าแรงเทขายดังกล่าวทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ Amazon หายไปมากกว่า 4.6 แสนล้านดอลลาร์ภายในเวลาสองสัปดาห์
ค่าใช้จ่ายลงทุนของ Amazon ในช่วง 12 เดือนย้อนหลังแตะ 1.473 แสนล้านดอลลาร์ ณ ไตรมาส 1 ปี 2026 ขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.485 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวได้ว่าบริษัทนำเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 99% ไปใช้กับการลงทุน
ภาพในระดับไตรมาสยิ่งตึงตัวกว่าเดิม โดยเฉพาะไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ใช้เงินลงทุน 4.42 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 170% ของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาสนั้น ทำให้ต้องระดมทุนด้วยการก่อหนี้เพื่อปิดช่องว่างทางการเงิน Laura Martin นักวิเคราะห์จาก Needham ระบุว่า Microsoft, Google และ Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ต่างใช้กระแสเงินสดอิสระเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายลงทุนปี 2026 แต่ Amazon ไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกัน
เอกสารผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ Amazon ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC เมื่อวันที่ 29 เมษายน ระบุว่า กระแสเงินสดอิสระย้อนหลัง 12 เดือนลดลงเหลือ 1.2 พันล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากการซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 5.93 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนการลงทุนใน AI เป็นหลัก
ตัวเลขนี้ลดลงจากประมาณ 2.59 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 95% TechCrunch ระบุว่าการลดลงดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI
คำว่า “กระแสเงินสดอิสระ” หมายถึงเงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายลงทุนที่จำเป็นแล้ว จึงเป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้ประเมินว่าบริษัทมีเงินเหลือสำหรับชำระหนี้ ซื้อหุ้นคืน จ่ายเงินปันผล หรือขยายธุรกิจโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้มากน้อยเพียงใด ในกรณีของ Amazon ธุรกิจยังสร้างเงินสดจากการดำเนินงานได้มาก แต่เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำกลับไปลงทุนแทบทั้งหมด
Amazon ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ว่า คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายลงทุนประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปี 2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปีก่อน Reuters รายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท ขณะที่ Andy Jassy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon ปกป้องแผนใช้จ่ายนี้ว่า จำเป็นต่อการรองรับ “อุปสงค์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
เงินลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล AI ชิป โครงข่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้รองรับบริการคลาวด์และความสามารถด้าน AI ของบริษัท แต่สำหรับตลาด ผลตอบแทนจากการลงทุนเหล่านี้ยังอยู่ข้างหน้า ขณะที่เงินสดที่ถูกใช้ไปและภาระหนี้เกิดขึ้นทันที
เอกสารของ SEC แสดงให้เห็นว่า หนี้ระยะยาวของ Amazon เพิ่มจาก 65,648 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 ปี 2025 เป็น 119,074 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 หรือเพิ่มขึ้นตามลำดับ 81.38% ตามข้อมูลของ BusinessQuant
การเพิ่มขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังบริษัทออกตราสารหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐมูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้สกุลยูโรมูลค่า 1.45 หมื่นล้านยูโรในเดือนมีนาคม 2026 Amazon ยังระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรเพิ่มอีก 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม แม้บริษัทจะแจ้งต่อผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ว่าจะไม่กลับเข้าสู่ตลาดหนี้อีกในปีนั้น
ภาระดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยขยับเป็น 800 ล้านดอลลาร์ จาก 541 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
สำหรับข้อกล่าวอ้างว่า Amazon ปลดพนักงานในแผนก AGI และลดพนักงานรวมมากกว่า 30,000 คนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบครั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานเฉพาะเจาะจงเพียงพอที่จะยืนยันได้
ดังนั้น ประเด็นดังกล่าวควรถูกจัดเป็นข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน ไม่ควรนำมาใช้สรุปว่าเป็นผลโดยตรงจากแผนลงทุน AI หรือภาวะกระแสเงินสดของ Amazon
แม้ตัวเลขกระแสเงินสดอิสระจะน่ากังวล แต่ผลการดำเนินงานของธุรกิจยังมีจุดแข็งหลายด้าน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานย้อนหลัง 12 เดือนเพิ่มขึ้น 30% เป็น 1.485 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนและแตะ 8.54 หมื่นล้านดอลลาร์ตามการรายงานหนึ่ง ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในบางแหล่งอยู่ที่ประมาณ 19% เนื่องจากใช้ตัวชี้วัดหรือช่วงเปรียบเทียบต่างกัน จึงควรอ่านตัวเลข 30% โดยพิจารณาบริบทของช่วงเวลาที่ใช้
ด้าน AWS รายได้เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 1 ปี 2026 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการใช้บริการคลาวด์และ AI ยังแข็งแกร่ง แม้ตลาดจะกังวลว่า AWS อาจกำลังเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่ง
ภาพรวมของ Amazon จึงมีสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โฆษณา และคลาวด์ยังสร้างรายได้และกำไรได้ดี อีกด้านหนึ่งคือบริษัทกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้วยขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อค่าใช้จ่ายลงทุนย้อนหลังอยู่ที่ราว 1.473 แสนล้านดอลลาร์ และบริษัทวางแผนใช้เงินสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เงินสดจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมดจึงถูกนำกลับไปลงทุน กระแสเงินสดอิสระลดลง 95% และ Amazon ต้องก่อหนี้เพิ่มราว 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในไตรมาสเดียว
นี่คือสิ่งที่ทำให้นักลงทุนลังเล: ผลตอบแทนจากการสร้างศูนย์ข้อมูล ชิป และระบบ AI อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสะท้อนในรายได้และกำไร แต่แรงกดดันต่อเงินสดและภาระดอกเบี้ยปรากฏให้เห็นแล้วในงบการเงิน
สรุปให้สั้นที่สุดคือ Amazon ไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาจากธุรกิจหลักที่อ่อนแอ แต่กำลังเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้วยตัวเอง กลยุทธ์นี้อาจสร้างความได้เปรียบระยะยาว หากอุปสงค์เติบโตตามที่บริษัทคาด แต่ในระยะสั้น นักลงทุนต้องยอมรับว่าการเติบโตดังกล่าวแลกมาด้วยกระแสเงินสดอิสระที่แทบหายไปและหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว