ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 โตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด 19 และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจทำให้การเติบโตร่วงเหลือ 1.3% วิกฤตครั้งนี้ถือเป็น 'ช็อกพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่' ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาก๊าซในยุโรปเพิ่มเท่าตัว เงินเฟ้อโลกอาจพุ่งสูงขึ้...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What are the key findings and warnings from the World Bank regarding the economic impact of the e. Article summary: Here are the key findings and warnings from the World Bank regarding the economic impact of the escalating U.S.-Iran conflict, based on its June 2026 *Global Economic Prospects* report, April 2026 *Commodity Markets Outl. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สร้าง 'ช็อกทางเศรษฐกิจจากพลังงาน' ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ตามการเปิดเผยของธนาคารโลก จากรายงาน Global Economic Prospects (มิถุนายน 2026) และ Commodity Markets Outlook (เมษายน 2026) รวมถึงแถลงการณ์ของผู้นำธนาคารโลก ผลกระทบกระจายเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การเติบโตของ GDP โลกไปจนถึงความท้าทายของธนาคารกลางอย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.5% ลดลงจาก 2.9% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งไปกว่านั้น นายอินเดอร์มิต กิลล์ (Indermit Gill) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ได้เตือนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมว่าหากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยกระดับขึ้นอีก อาจทำให้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือเพียง 1.3%
ก่อนหน้านี้ นายอัยบัง กังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก เคยกล่าวในเดือนเมษายนว่าหากความขัดแย้งยุติลงอย่างรวดเร็ว จะกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 0.3–0.5 จุด百分点 แต่หากยืดเยื้อ อาจลดการเติบโตลงถึง 1 จุดPercentage
ธนาคารโลกยังพบว่า สองในสามของเศรษฐกิจทั่วโลก มีแนวโน้มการเติบโตที่แย่ลง เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่สินค้าโภคภัณฑ์และต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น
ความขัดแย้งนี้อาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 200–300 Basis Points (2-3%) ซึ่งอาจพลิกกลับแนวโน้มการลดลงของเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางต่างๆ กำลังพึ่งพา รายงาน Commodity Markets Outlook ของธนาคารโลกเดือนเมษายน 2026 เตือนถึง การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยราคาน้ำมันทะลุ $100 ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซในยุโรปเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ธนาคารเตือนว่าการกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้งหรือการหยุดชะงักของกระแสสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเวลานาน จะยิ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และทำให้ความไม่มั่นคงทางอาหารเลวร้ายลง
ธนาคารโลกได้ระดมเงิน สูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลไกที่มีอยู่ เพื่อให้สภาพคล่องทันทีแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลาง นายบังกากล่าวว่าสงครามจะส่ง "ผลกระทบแบบลูกโซ่" ต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต้องเผชิญกับค่าสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น พื้นที่ทางการคลังที่ลดลง และความไม่มั่นคงทางอาหารที่เลวร้ายลง
ผลการศึกษาของ UNDP (ซึ่งอ้างอิงโดยธนาคารโลก) ประมาณการว่าสงครามอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาหรับสูญเสีย GDP ไป 120,000–194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลูกค้าของธนาคารโลกในตลาดเกิดใหม่ได้ขอความช่วยเหลือแล้ว เนื่องจากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และโลจิสติกส์
รายงานเดือนมิถุนายนของธนาคารโลกเตือนว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจ 'ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเงิน' ไปทั่วตลาดโลก ความขัดแย้งได้ผลักดันอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกและต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้น ซึ่งซ้ำเติมประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้สินสูงอยู่แล้ว
การช็อกของพลังงานได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดการเงิน โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานอย่างเฉียบพลัน ความผันผวนของสกุลเงิน และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสินค้าราคาสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว (สแตกฟเลชัน)
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญกับ 'กับดักสแตกฟเลชัน' แบบคลาสสิก—ความขัดแย้งผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น (ผ่านต้นทุนพลังงาน) ในขณะที่ฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำลง ทำให้การตอบสนองทางนโยบายเป็นไปได้ยาก รายงาน Financial Stability Report เดือนพฤษภาคม 2026 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า ความขัดแย้งในอิหร่านและราคาน้ำมันที่ช็อกเป็นข้อกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงินอันดับต้นๆ โดยระบุว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพุ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของรายการความเสี่ยงสำหรับเฟด
ด้วยเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น 2–3 จุดPercentage ในขณะที่การเติบโตลดลง เฟดและธนาคารกลางอื่นๆ (ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ, ธนาคารกลางยุโรป) ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ต้องคงอัตราดอกเบี้ยให้สูงเป็นเวลานานขึ้น หรือแม้แต่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงก็ตาม
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 โตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด 19 และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจทำให้การเติบโตร่วงเหลือ 1.3%
ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 โตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด 19 และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจทำให้การเติบโตร่วงเหลือ 1.3% วิกฤตครั้งนี้ถือเป็น 'ช็อกพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่' ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาก๊าซในยุโรปเพิ่มเท่าตัว
เงินเฟ้อโลกอาจพุ่งสูงขึ้นอีก 2 3% สวนทางกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกตกอยู่ใน 'กับดักสแตกฟเลชัน' (Stagflation Trap)