รายได้รวมพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 28,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.02 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ 25,550 ถึง 27,600 ล้านดอลลาร์
แต่กำไรต่อหุ้น (EPS) แบบปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 0.33 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.49–0.55 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงประมาณ 4% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด (After-hours) เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับมาร์จิ้นที่แย่ลง, คำเตือนเรื่องการใช้จ่ายลงทุน (Capex) มากถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900,000 ล้านบาท) สำหรับปี 2026 และความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับไทม์ไลน์ของ Robotaxi และ AI
| ตัวชี้วัด | ผลจริง | คาดการณ์ | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| รายได้ | $28.24B | ~$25.55–$27.6B | สูงกว่า 10.5% |
| กำไรต่อหุ้น (EPS) ปรับปรุง | $0.33 | ~$0.49–$0.55 | ต่ำกว่า 39% |
| กำไรสุทธิ | $1.1B | — | ลดลงจาก $1.2B ในปีก่อน |
| กำไรจากการดำเนินงาน | $398M | — | ลดลง 57% จากปีก่อน |
| อัตรากำไรขั้นต้นรวม | 16.8% | — | ลดลงจาก 18% ในปีก่อน |
| อัตรากำไรขั้นต้นยานยนต์ (ไม่รวมเครดิต) | 16.3% | — | ลดลงจาก 19.2% ใน Q1 |
ทั้งนี้ ไตรมาสนี้ยังผลักดันให้เทสลามีรายได้สะสม 12 เดือนย้อนหลัง (Trailing-Twelve-Month Revenue) ทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ธุรกิจหลักสองอย่างที่ผลักดันรายได้ให้สูงเกินคาดคือ ยอดขายรถยนต์ และธุรกิจกักเก็บพลังงาน
เทสลาส่งมอบรถยนต์ได้ 480,126 คันใน Q2 2026 ซึ่งสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 406,000 คัน อย่างมากมาย โดยเป็นรถ Model 3 และ Model Y จำนวน 467,762 คัน และ "Other Models" ซึ่งรวมถึง Cybertruck อีก 12,364 คัน นี่คือไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งที่สุดของเทสลา และเป็นการเติบโตของการส่งมอบครั้งแรกในรอบสองปี
ธุรกิจพลังงานติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ได้ 13.5 GWh ซึ่งเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของบริษัท และเพิ่มขึ้น 53% จากไตรมาสก่อน และ 40% จากปีก่อน
แม้รายได้และการส่งมอบรถยนต์จะแข็งแกร่ง แต่นักลงทุนกลับโฟกัสที่ประเด็นลบ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เริ่มคุ้นเคยสำหรับเทสลา
เทสลายืนยันแผนการใช้จ่ายเงินลงทุน (Capital Expenditures - Capex) รวมมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกส่งสัญญาณครั้งแรกในผลประกอบการ Q1 2026
เงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ถูกจัดสรรไปที่:
บริษัทเตือนอย่างชัดเจนว่าวงจรการลงทุนครั้งใหญ่นี้จะกดดันกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) และอัตรากำไรในระยะใกล้ ซึ่งเป็นจริงเมื่อเทสลามีกระแสเงินสดอิสระติดลบ -1,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Q2 แม้จะดีกว่าที่นักวิเคราะห์กังวลว่าจะติดลบถึง -3,600 ล้านดอลลาร์ นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีที่กระแสเงินสดอิสระของเทสลาติดลบ
อุปสรรคอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ การแข่งขันด้านราคารถยนต์ที่รุนแรงขึ้น, ต้นทุนที่สูงขึ้น และผลกระทบเชิงลบจากการผลิตและขายรถยนต์ที่มีมาร์จิ้นต่ำลง ควบคู่ไปกับการเดิมพันครั้งใหญ่ด้าน AI ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล
นอกเหนือจากตัวเลขทางการเงินแล้ว การประชุมทางโทรศัพท์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญว่าเทสลายังคงเป็น "บริษัท AI และหุ่นยนต์" ได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรถยนต์
Robotaxi: เทสลาได้เปลี่ยนกำหนดการเปิดตัวบริการ Robotaxi ในห้าเมืองที่ประกาศไว้ จากที่เคยยืนยันว่าจะเกิดขึ้นใน "ครึ่งแรกของปี 2026" มาเป็นคำกำกวมว่า "อยู่ระหว่างการเตรียมการ" ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ส่วนบริการหลักที่เมืองออสตินยังคงให้บริการโดยมีรถยนต์ให้บริการเพียงประมาณ 20 คันเท่านั้น มากกว่าหนึ่งปีหลังการเปิดตัว นักลงทุนต้องการกำหนดการเปิดตัวที่ชัดเจน
Full Self-Driving (FSD): ราคาหุ้นเทสลาซื้อขายกันที่ระดับ 177 เท่าของกำไร forward ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่ม Magnificent Seven โดยมีสมมติฐานหลักว่าราคานี้มาจากธุรกิจ FSD และ AI ในอนาคต ตลาดต้องการข้อมูลที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับอัตราการใช้งาน FSD และความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ
หุ่นยนต์ Optimus: ผู้ถือหุ้นได้ส่งคำถามเฉพาะเจาะจงก่อนการประชุม เช่น "สถานะปัจจุบันของการผลิต Optimus Gen 3" และภารกิจในโลกจริงที่หุ่นยนต์จะทำได้ภายในสิ้นปี 2027 นักลงทุนต้องการทราบเป้าหมายการผลิตและแนวทางสร้างรายได้
ความยั่งยืนของมูลค่าบริษัท: นักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ และบาร์เคลย์ส ตั้งข้อสังเกตว่าราคาหุ้นที่แพงลิบของเทสลานั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะกลายเป็น "บริษัทหุ่นยนต์และ AI ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก" ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรถยนต์ เมื่อมาร์จิ้นรถยนต์ถูกกดดันและยังไม่มีความชัดเจนในการสร้างรายได้จาก AI ในระยะใกล้ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบว่าเรื่องเล่านั้นยังคงน่าเชื่อถือหรือไม่
เทสลาส่งมอบไตรมาสแบบ "ข่าวดี/ข่าวร้าย": ยอดขายและรายได้ที่ทำลายสถิติสูงสุด แต่กำไรต่อคันลดลง มาร์จิ้นหดตัว และฝ่ายบริหารกำลังเริ่มโครงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ($25B+ ในปี 2026) โดยที่ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า Robotaxi, FSD หรือ Optimus จะสร้างผลตอบแทนในระยะใกล้ การร่วงลงของหุ้นหลังตลาดปิดสะท้อนถึงความกังขาว่ารายได้ที่สูงเกินคาดจะชดเชยความสามารถในการทำกำไรที่แย่ลง และมาร์จิ้นที่สูงเกินจริงของเทสลาจะคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่โดยปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมว่าการเดิมพันด้าน AI ของพวกเขากำลังสร้างรายได้