ข้อกำหนดหลักของ Infinity Vision มีดังนี้:
ข้อแตกต่างจาก IMAX คือ Infinity Vision ไม่จำเป็นต้องใช้ จอกรรมสิทธิ์, อัตราส่วนหน้าจอที่ตายตัว, อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เฉพาะ หรือการจัดที่นั่งแบบใดแบบหนึ่ง เป็นแบรนด์ที่ยืดหยุ่นกว่า ชี้วัดที่สมรรถนะ ไม่ใช่ระบบนิเวศตายตัว
ตัวเลขพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว:
ไทม์ไลน์:
การขายตั๋วล่วงหน้า: Disney ทำลายประเพณี 16 ปีด้วยการเปิดจองตั๋วพรีเมียมล่วงหน้าใน 20 กรกฎาคม 2026 — เกือบ 5 เดือนก่อนหนังเข้าฉาย — และจำกัดการจองเฉพาะจอ Infinity Vision
โมเดลราคา: Disney ยังไม่เปิดเผยราคาหรือส่วนแบ่งรายได้ แต่แบรนด์นี้ถูกวางให้เป็น ตั๋วราคาพรีเมียม (PLF surcharge) เหมือน IMAX หรือ Dolby Cinema โรงหนังไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม (เป็นแค่การรับรองอุปกรณ์ที่มี) แต่ Disney ได้ประโยชน์จากการดึงคนดูไปซื้อตั๋วราคาสูงกว่า
นี่คือเหตุผลเชิงกลยุทธ์เบื้องหลัง Infinity Vision
ทั้ง Avengers: Doomsday และ Dune: Part Three กำหนดฉายวันเดียวกันคือ 18 ธันวาคม 2026 — ศึกที่ถูกขนานนามว่า 'Dunesday' Warner Bros. และ Legendary จอง Exclusive จอ IMAX ในอเมริกาเหนือเป็นเวลา 3 สัปดาห์ สำหรับ Dune: Part Three ทำให้ Avengers: Doomsday จะ ไม่มีจอ IMAX อย่างน้อย 3 สัปดาห์แรก
Infinity Vision ถูกมองว่าเป็นกระบวนท่าโต้กลับของ Disney: แทนที่จะแย่งจอ IMAX หรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ Disney สร้างแบรนด์ PLF ของตัวเองเพื่อให้ Avengers: Doomsday ยังมีเวทีใหญ่บนจอ Infinity Vision ที่เป็นของเครือโรงหนังอื่นที่ไม่ใช่ IMAX
IMAX ไม่ยอมง่ายๆ Rich Gelfond CEO ของ IMAX กล่าวอย่างดูถูกว่า Infinity Vision เป็นแค่ 'เกมการตลาด' และ 'ลูกเล่น' เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความจริงที่ว่า Avengers: Doomsday เสียจอ IMAX ให้ Dune: Part Three ทีมผู้บริหาร IMAX ชี้ว่า Infinity Vision เป็นแค่การติดแบรนด์ให้จอของคนอื่น (เช่น Cinemark XD, Showcase) ไม่ใช่การสร้างโรงหนังของตัวเอง และแบรนด์นี้ขาดมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพ และวิศวกรรมที่ IMAX มี