BIP 110 หรือ 'Reduced Data Temporary Softfork' เป็นข้อเสนอซอฟต์ฟอร์กชั่วคราวอายุ 1 ปี ที่จะจำกัดขนาดข้อมูลในธุรกรรม Bitcoin อย่างเข้มงวด (Output 34 ไบต์, OP RETURN 83 ไบต์) เพื่อกำจัด Ordinals, BRC 20 และ Runes ไมเคิล เซย์เลอร์ (Strategy) ตีพิมพ์บทความ '110 Reasons BIP 110 Is a Bad Idea' เปรียบข้อเสนอนี้เป็น 'ยาแรงท...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What are the key details of Michael Saylor's opposition to Bitcoin Improvement Proposal 110, incl. Article summary: Here is a detailed, sourced breakdown.. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
ในช่วงกลางปี 2569 บุคคลผู้มีอิทธิพลสูงสุดสองคนของวงการ Bitcoin — ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการบริหารของ Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) และ อดัม แบ็ค ซีอีโอของ Blockstream — ได้รวมพลังกันเพื่อคัดค้านข้อเสนออัปเกรดเครือข่ายอย่างแข็งขัน เป้าหมายคือ Bitcoin Improvement Proposal 110 (BIP-110) ซึ่งเป็นซอฟต์ฟอร์กชั่วคราวที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดข้อมูลที่ไม่ใช่การชำระเงินในธุรกรรม แบ็คเรียกมันว่า "มีข้อบกพร่องทางเทคนิค" ส่วนเซย์เลอร์ตีพิมพ์บทความ '110 Reasons' โต้แย้งว่าข้อเสนอนี้อันตรายยิ่งกว่าปัญหาที่มันพยายามจะแก้ไขเสียอีก
BIP-110 หรือชื่อเต็ม "Reduced Data Temporary Softfork" เป็นข้อเสนอให้มีการจำกัดระดับฉันทามติ (consensus-level restriction) ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี กับข้อมูลที่ไม่ใช่การชำระเงินในธุรกรรม Bitcoin ข้อเสนอถูกเขียนโดยนักพัฒนานิรนามที่ใช้ชื่อปลอมว่า "Dathon Ohm" และถูกผลักดันผ่านไคลเอนต์ Bitcoin Knots โดยเป้าหมายหลักคือ Ordinals inscriptions, โทเค็น BRC-20, Runes และ OP_RETURN payloads ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลมาแทรกลงในบล็อคเชนเพื่อใช้ประโยชน์จากความไม่เปลี่ยนแปลงของ Bitcoin ไม่ใช่เพื่อการโอนมูลค่า
กฎทางเทคนิคหลักที่เสนอ:
กฎเหล่านี้ถูกออกแบบให้หมดอายุโดยอัตโนมัติหลังจากประมาณ 52,416 บล็อก (ประมาณ 1 ปี) เว้นแต่จะมีการต่ออายุโดยการเปลี่ยนฉันทามติในภายหลัง การเปิดใช้งานต้องใช้ 55% ของ Mining Hashrate ในการส่งสัญญาณสนับสนุน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต่ำกว่าการอัปเกรดครั้งใหญ่ครั้งก่อนของ Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ (ก่อนหน้านี้ต้องใช้ประมาณ 95%)
เซย์เลอร์ ซึ่งบริษัท Strategy Inc. เป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน ได้ตีพิมพ์เอกสารคัดค้านอย่างละเอียดชื่อ "110 Reasons BIP 110 Is a Bad Idea" และเรียกข้อเสนอนี้ว่า iatrogenic — ศัพท์ทางการแพทย์ที่หมายถึงยารักษาทำให้เกิดโรคที่ร้ายแรงกว่าเดิม
ข้อโต้แย้งหลักของเขาประกอบไปด้วย
เซย์เลอร์ยังชี้ให้เห็นว่า BIP-110 ไม่ได้แก้ไข 'bugs' หรือ 'failure' ด้านฉันทามติที่ร้ายแรงอย่าง inflation, signature validation หรือ double-spending แต่จัดการสิ่งที่เขาเรียกว่า 'contested externality'
อดัม แบ็ค นักวิทยาการเข้ารหัสลับที่ระบบ Hashcash Proof-of-Work ของเขาถูกอ้างถึงใน Whitepaper ของ Bitcoin และเป็นผู้พิทักษ์แนวคิด crypto-anarchist ของ Bitcoin มายาวนาน ก็ออกมาคัดค้านอย่างแข็งขันไม่แพ้กัน
คำวิจารณ์หลักของแบ็ค:
ในการประเมินอย่างตรงไปตรงมา แบ็คกล่าวว่าข้อเสนอนี้ "ถูกเมินเฉยเพราะเป็นความคิดที่โง่เขลา" และไม่จำเป็นต้องมีสมคบคิดใด ๆ มาอธิบายการขาดการสนับสนุน
นอกจากเซย์เลอร์และแบ็คแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญในวงการ Bitcoin คนอื่น ๆ ที่ออกมาคัดค้าน เช่น Jameson Lopp (CTO ของ Casa) และ Wang Chun (ผู้ร่วมก่อตั้ง F2Pool) ซึ่งอ้างถึงภัยคุกคามต่อความเป็นกลาง ความเสี่ยงในการเซ็นเซอร์ และอันตรายจากการแยกเครือข่ายเช่นเดียวกัน
การถกเถียงนี้มีรากฐานมาจากการระเบิดของ Ordinals inscriptions และโทเค็น BRC-20 ที่เริ่มต้นในต้นปี 2566 ผู้สนับสนุน BIP-110 โต้แย้งว่าการใช้งานที่ไม่ใช่ทางการเงินเหล่านี้ทำให้บล็อคเกะกะด้วยข้อมูล 'สแปม' เพิ่มต้นทุนการเรียกใช้โหนด และบิดเบือนแรงจูงใจของนักขุดให้ห่างจากวัตถุประสงค์ของ Bitcoin ในฐานะเครือข่ายทางการเงิน ฝ่ายตรงข้าม — รวมถึงเซย์เลอร์และแบ็ค — โต้กลับว่าการตอบสนองที่เหมาะสมต่อกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์คือการใช้กลไกทางเศรษฐกิจ (ค่าธรรมเนียม, นโยบาย relay) ไม่ใช่การเปลี่ยนกฎฉันทามติ
การถกเถียงเรื่อง BIP-110 เป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่เป็นนิยามสำหรับการกำกับดูแล Bitcoin ทั้งเซย์เลอร์และแบ็ค — แม้จะมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างมาก (ผู้บริหารคลังสินทรัพย์องค์กร และนักพัฒนาแนว Crypto-anarchist) — เห็นพ้องกันในหลักการพื้นฐาน: การเปลี่ยนกฎฉันทามติเพื่อควบคุมเนื้อหาของธุรกรรมนั้นเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือในระยะยาวของ Bitcoin มากกว่าตัวธุรกรรมเสียอีก ดังที่เซย์เลอร์กล่าวไว้ คำถามคือ "ธุรกรรมที่ถูกต้องและสามารถชำระเงินได้ภายใต้กฎที่มีอยู่ ควรถูกบล็อกในระดับฉันทามติหรือไม่" และคำตอบของเครือข่ายจนถึงขณะนี้คือ 'ไม่'
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
BIP 110 หรือ 'Reduced Data Temporary Softfork' เป็นข้อเสนอซอฟต์ฟอร์กชั่วคราวอายุ 1 ปี ที่จะจำกัดขนาดข้อมูลในธุรกรรม Bitcoin อย่างเข้มงวด (Output 34 ไบต์, OP RETURN 83 ไบต์) เพื่อกำจัด Ordinals, BRC 20 และ Runes
BIP 110 หรือ 'Reduced Data Temporary Softfork' เป็นข้อเสนอซอฟต์ฟอร์กชั่วคราวอายุ 1 ปี ที่จะจำกัดขนาดข้อมูลในธุรกรรม Bitcoin อย่างเข้มงวด (Output 34 ไบต์, OP RETURN 83 ไบต์) เพื่อกำจัด Ordinals, BRC 20 และ Runes ไมเคิล เซย์เลอร์ (Strategy) ตีพิมพ์บทความ '110 Reasons BIP 110 Is a Bad Idea' เปรียบข้อเสนอนี้เป็น 'ยาแรงที่อันตรายกว่าตัวโรค' (iatrogenic) ชี้ว่าการเปลี่ยนฉันทามติเพื่อแบนธุรกรรมบางประเภทจะสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย
อดัม แบ็ค (Blockstream) วิจารณ์ว่า BIP 110 'มีข้อบกพร่องทางเทคนิค' (technically defective) และ 'ถูกปฏิเสธอย่างราบคาบ' โดยเครือข่าย พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงในการแยกเครือข่ายถาวร (persistent chain split)