ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างชัดเจน และทำให้เทรดเดอร์ลดการประเมินความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม เมื่อแรงกดดันด้านดอกเบี้ยลดลง สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีจึงได้รับแรงซื้อกลับเข้ามา
Bitcoin ปรับขึ้นประมาณ 3–5.5% ในวันดังกล่าว และขยับขึ้นเหนือ 65,000 ดอลลาร์ชั่วคราว โดยเคลื่อนไหวแถว 65,100–65,500 ดอลลาร์ Ether ก็ฟื้นขึ้นเหนือ 1,900 ดอลลาร์เช่นกัน ขณะที่ตลาดคริปโทโดยรวมมีเงินไหลเข้า 63.96 พันล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง
ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม นักวิเคราะห์จับตา Bullish Divergence บน RSI รายสัปดาห์ของ Bitcoin ซึ่งเป็นรูปแบบที่ราคาทำจุดต่ำใหม่ แต่ RSI กลับทำจุดต่ำที่สูงขึ้น สะท้อนว่าแรงขายอาจเริ่มอ่อนกำลังลง
Jamie Coutts นักวิเคราะห์จาก Real Vision ระบุว่า รูปแบบลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นก่อนการกลับตัวครั้งใหญ่ในปี 2015, 2019 และ 2022 ซึ่งเป็นช่วงหลังจุดต่ำสุดในยุควิกฤต FTX Cointelegraph เรียกสัญญาณดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ และเปรียบเทียบ Bitcoin แถว 60,000 ดอลลาร์กับระดับประมาณ 30,000 ดอลลาร์ในตลาดขาลงปี 2022
ด้าน FXEmpire ประเมินว่า หาก Bitcoin สามารถปิดรายวันเหนือ 62,000 ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ก็อาจเปิดทางไปสู่ช่วง 66,340–70,000 ดอลลาร์
แต่ RSI Divergence ไม่ใช่หลักประกันว่าราคาจะกลับตัวขึ้นเสมอไป นักวิเคราะห์บางราย รวมถึง Doctor Profit เตือนว่า รูปแบบเดียวกันนี้เคยปรากฏก่อนการล่มสลายของ FTX เช่นกัน จึงอาจนำไปสู่การรีบาวด์หรือการปรับลงต่อก็ได้
ภายในวันที่ 18 กรกฎาคม เทรดเดอร์รายใหญ่ได้วางสถานะ Bitcoin Call Spread มูลค่าตามสัญญาราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ บนแพลตฟอร์ม Deribit โดยประกอบด้วยการซื้อ Call จำนวน 20,000 สัญญาที่ราคาใช้สิทธิ 70,000 ดอลลาร์ และขาย Call จำนวน 20,000 สัญญาที่ราคาใช้สิทธิ 72,000 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งคู่หมดอายุวันที่ 31 กรกฎาคม
กลยุทธ์นี้เรียกว่า Bull Call Spread โดยจะให้ผลตอบแทนสูงสุดเมื่อ Bitcoin ปิดที่ระดับ 72,000 ดอลลาร์ขึ้นไปในวันหมดอายุ ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับการประชุม Fed วันที่ 28–29 กรกฎาคมพอดี
เฉพาะวันที่ 16 กรกฎาคม ปริมาณการซื้อขาย Call Options ของ Bitcoin แตะ 1.65 พันล้านดอลลาร์ จากสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin จำนวน 25,766 สัญญา โดยราคาใช้สิทธิที่มีการซื้อขายมากที่สุดอยู่ที่ 70,000 และ 72,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน Open Interest ของ Call บริเวณ 64,000 และ 70,000 ดอลลาร์สะท้อนการเดิมพันเชิงบวกที่อาจรองรับการทะลุกรอบราคา
อย่างไรก็ดี การวางเดิมพันในตลาดออปชันสะท้อนความคาดหวังของผู้เล่นบางส่วน ไม่ใช่การยืนยันว่าราคาจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวแน่นอน
นี่คือปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นที่สำคัญที่สุด การปรับขึ้นของ Bitcoin รอบนี้พึ่งพาการที่ตลาดเชื่อว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย หาก Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าคาด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยหรือการให้แนวทางนโยบายที่ Hawkish ก็อาจกดดันสถานะขาขึ้นที่กำลังจะหมดอายุเพียงสองวันหลังการประชุม
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม Citigroup ลดเป้าหมายราคา Bitcoin ในระยะ 12 เดือนลง 27% เหลือ 82,000 ดอลลาร์ จากเดิม 112,000 ดอลลาร์ และลดเป้าหมาย Ether เหลือ 2,240 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลถึงกระแสเงินออกจากกองทุน ETF ความต้องการของนักลงทุนที่อ่อนแอลง และความคืบหน้าที่หยุดชะงักของกฎหมายคริปโทในสหรัฐฯ
Citi ยังประเมินว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอาจมีเงินใหม่ไหลเข้าสู่กองทุนเหล่านี้เป็นศูนย์ มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Bitcoin จะรีบาวด์ในระยะสั้น แต่แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันยังเป็นคำถามสำคัญ
Galaxy Research อธิบายว่าปี 2026 “วุ่นวายเกินกว่าจะคาดการณ์ได้” และระบุว่าตลาดออปชันกำหนดความน่าจะเป็นใกล้เคียงกันระหว่าง Bitcoin ที่ 70,000 หรือ 130,000 ดอลลาร์ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน รวมถึงกรอบปลายปีที่ 50,000 หรือ 250,000 ดอลลาร์
ช่วงคาดการณ์ที่กว้างมากนี้สะท้อนความไม่แน่นอนของตลาด มากกว่าจะเป็นเป้าหมายราคาที่ควรตีความว่าใกล้จะเกิดขึ้นแน่นอน
FXEmpire ระบุว่า กราฟรายวันของ Bitcoin ยังคงมีโครงสร้าง Bear Flag Breakdown อยู่ หากแรงรีบาวด์ล้มเหลว เป้าหมายขาลงใกล้ 51,400 ดอลลาร์ ยังมีโอกาสกลับมาอยู่ในแผนที่ความเสี่ยง
ดังนั้น ภาพรวมของ Bitcoin ในเดือนกรกฎาคมจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างแรงหนุนจากเงินเฟ้อที่ชะลอตัว สัญญาณ RSI และสถานะออปชันฝั่งขาขึ้น กับแนวต้านทางเทคนิค ความเสี่ยงจาก Fed และกระแสเงินลงทุนที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ การผ่าน 65,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงจะเป็นบททดสอบแรก ส่วนการยืนเหนือ 70,000–72,000 ดอลลาร์จะเป็นบททดสอบที่สำคัญกว่าว่าแรงฟื้นตัวครั้งนี้มีพลังมากเพียงใด