ปัจจัยหลักที่จุดชนวนการดีดตัวคือรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ข้อมูลดังกล่าวช่วยลดความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดได้อย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้น และตลาดเอเชียก็ปรับตัวตามในวันถัดมา นอกจากนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งปิดตลาดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่นิวยอร์ก ยังช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกด้วย
รายงาน Asia Market Quick Take จาก Saxo ยังยืนยันว่า "ตลาดฟื้นตัวจากรายงาน CPI ที่อ่อนตัว" และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงส่งผลให้สกุลเงิน G10 (กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก) และตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นในวงกว้าง
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้เป็นดาวเด่นในวันนั้น โดยปิดที่ประมาณ 7,421 จุด เพิ่มขึ้น 8.23% ขณะที่รายงานจาก Associated Press (AP) ระบุว่าปิดตลาดที่ +7.1% ที่ 7,343.37 จุด ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนภายในวัน การดีดตัวของ KOSPI ได้แรงหนุนจากยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติประมาณ 2.5 ล้านล้านวอน ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ดัชนีนี้เคยถูกกระทบอย่างหนักจากการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้ร่วงลงเกือบ 9% ในวันเดียว
ดัชนีหลักอื่นๆ ในภูมิภาคปรับตัวขึ้นในกรอบที่แคบกว่า:
การพุ่งขึ้นของ KOSPI มาจากการฟื้นตัวอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ADR (American Depositary Receipt) ของ SK Hynix ที่พุ่งขึ้นกว่า 27% ในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนก่อนหน้า ขณะที่หุ้นกลุ่ม AI อย่าง NVIDIA และ Micron ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัว รายงานจาก Associated Press ยืนยันว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการเทขายครั้งก่อน
กลุ่มธนาคารก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดเช่นกัน โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารสหรัฐฯ รายใหญ่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อหุ้นกลุ่มธนาคารในเอเชีย
กลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมีความเคลื่อนไหวผสมผสาน ราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลงชั่วคราวหลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกแผนการเก็บค่าผ่านทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและขนส่ง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันแตะระดับ 85–86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นและการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาค กลับสร้างแรงกดดันต่อตลาดอินเดียและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอื่นๆ
การ Rally ในครั้งนี้ต้องมองในบริบทของความผันผวนในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงที่รุนแรงที่สุดของตลาดหุ้นเอเชียในปี 2026 ดัชนี KOSPI ร่วงลงเกือบ 9% ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมีสาเหตุจากการคลายสถานะ Leverage ในหุ้น SK Hynix และหุ้นกลุ่มหน่วยความจำอื่นๆ ของเกาหลี รายงาน CPI ที่อ่อนตัวของสหรัฐฯ และการปิดตลาดวอลล์สตรีทที่แข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนมีเหตุผลที่จะกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ถูกขายออกมาอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์
ดังคำกล่าวของ Patrick Munnelly นักวิเคราะห์ตลาดจาก TickMill ที่ว่า "เทรดเดอร์กำลังซื้อหุ้นในราคาที่ลดลงหลังจากการเทขายอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา"
การ Rally ในวันที่ 15 กรกฎาคม เป็นการดีดตัวในวงกว้างที่ขับเคลื่อนโดย Sentiment ของนักลงทุน โดยรายงานเงินเฟ้อ CPI ที่ต่ำกว่าคาดของสหรัฐฯ เป็นตัวกระตุ้นในระดับมหภาค ส่วนการปิดตลาดวอลล์สตรีทที่แข็งแกร่งเป็นกลไกส่งผ่าน และสุดท้ายกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ถูกขายมากเกินไปในช่วงก่อนหน้าเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้