Simon Coles นักวิเคราะห์ของ Barclays ใช้ตัวคูณมูลค่าเป้าหมายที่ 8 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าตัวคูณที่ธนาคารใช้กับ Micron Technology บริษัทหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ และเป็นคู่เทียบสำคัญของ SK Hynix
มุมมองเชิงบวกของ Barclays มีแกนหลักอยู่ 3 ประเด็น
1. ภาวะหน่วยความจำขาดแคลนอาจยืดเยื้อ
Barclays เชื่อว่าสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมหน่วยความจำมีโครงสร้างที่เอื้อต่อผู้ผลิตมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยภาวะอุปทานตึงตัวอาจดำเนินต่อไปอีกหลายปี ธนาคารยังมองว่าบริษัทมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
2. มีอำนาจในการกำหนดราคา
เมื่อสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการ SK Hynix จึงมีโอกาสรักษาหรือปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ High-Bandwidth Memory หรือ HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่ใช้กับตัวเร่งประมวลผล AI Barclays ระบุว่ายังมีโอกาสที่อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในระยะใกล้
3. เป็นผู้นำตลาด HBM
SK Hynix เป็นผู้ผลิต HBM รายใหญ่ที่สุดของโลก และผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในตัวเร่งประมวลผล AI ของ Nvidia Barclays คาดว่าบริษัทจะรักษาส่วนแบ่งตลาด HBM ได้มากกว่า 50% ต่อไปอีกหลายปี
ตลาดตอบรับรายงานดังกล่าวอย่างร้อนแรง โดย ADR ของ SK Hynix พุ่งขึ้น 27% ปิดที่ 193.92 ดอลลาร์ ท่ามกลางความต้องการซื้อออปชันที่สูง รวมถึงการเริ่มซื้อขายออปชันและ ETF แบบมีเลเวอเรจของหุ้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ADR ในสหรัฐฯ มีราคาสูงกว่าหุ้นที่จดทะเบียนในกรุงโซลราว 51% ขณะที่หุ้นในโซลปรับขึ้นเกือบ 13%
การเปิดซื้อขาย ADR ของ SK Hynix บน Nasdaq เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ถือเป็นหนึ่งในธุรกรรมหุ้นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่า ADR ซื้อขายในตลาด Nasdaq Global Select Market ภายใต้ชื่อย่อ SKHY
ADR คือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ และเป็นตัวแทนของหุ้นบริษัทต่างประเทศ สำหรับ SK Hynix นั้น 1 ADR เท่ากับหุ้นสามัญ 1 ใน 10 หุ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนที่ซื้อ ADR จำนวน 10 หน่วยจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจเทียบเท่าหุ้นสามัญ 1 หุ้นตามสัดส่วนที่กำหนด
เงินที่ได้จากการเสนอขายจะถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ Yongin และโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง
HBM เป็นหน่วยความจำที่ช่วยให้ชิป AI เข้าถึงข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็ว จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของตัวเร่งประมวลผลและระบบศูนย์ข้อมูล AI ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ทำให้ HBM กลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีอุปทานจำกัดของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาด HBM ทั่วโลกราว 58% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ตามด้วย Samsung Electronics และ Micron Technology ที่รายละ 21% ขณะที่ประมาณการจากนักวิเคราะห์ในช่วงกลางปี 2026 ประเมินส่วนแบ่งของ SK Hynix ไว้ที่ประมาณ 50–55%
ข้อมูลจากช่วงก่อนหน้านี้ยังระบุว่า SK Hynix มีส่วนแบ่ง 62% ของปริมาณการจัดส่ง HBM ในไตรมาสสองของปี 2025 และ 57% ของรายได้ในไตรมาสสามของปี 2025
SK Hynix เป็นซัพพลายเออร์ HBM หลักของ Nvidia และเป็นบริษัทแรก ๆ ที่ผลิต HBM3E ซึ่งเป็น HBM รุ่นที่ 5 ในระดับจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็กำลังเดินหน้าพัฒนา HBM4 หรือรุ่นที่ 6
ข้อมูลอุตสาหกรรมบางส่วนประเมินว่า SK Hynix จัดหา HBM ประมาณ 70% ของความต้องการสำหรับแพลตฟอร์ม Rubin HBM4 ของ Nvidia ด้วยเหตุนี้ กำลังการผลิต HBM จึงกลายเป็นจุดจำกัดสำคัญของการขยายตัวในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั่วโลก
SK Hynix รายงานอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ 72% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะเดียวกัน รายได้ของตลาด HBM ทั่วโลกถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
บริษัทระบุว่ายอดการผลิต HBM ถูกจัดสรรจนเต็มตลอดปี 2026 และภาวะอุปทานตึงตัวอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 เพื่อรองรับความต้องการจาก AI SK Hynix ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเวเฟอร์เป็น สองเท่าภายใน 5 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศลงทุน 13,000 ล้านดอลลาร์ในโรงงานแห่งใหม่เมื่อเดือนมกราคม 2026 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต HBM โดยเฉพาะ
กรณีลงทุนของ SKHY ขึ้นอยู่กับสมมติฐานสำคัญว่าอุปสงค์ HBM จะยังเติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิตใหม่ และ SK Hynix จะรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีรวมถึงความสัมพันธ์กับ Nvidia ได้ต่อไป หากภาวะขาดแคลนยืดเยื้อ บริษัทอาจมีอำนาจต่อรองด้านราคาและทำกำไรได้สูงขึ้นตามที่ Barclays คาด
ในทางกลับกัน หุ้นหน่วยความจำมีความผันผวนสูง และการเพิ่มกำลังการผลิตของคู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อของลูกค้า หรือการชะลอตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจกดดันทั้งราคา HBM และมูลค่าหุ้นได้ นักลงทุนจึงควรแยกให้ออกระหว่างศักยภาพของธุรกิจในระยะยาวกับการเคลื่อนไหวของ ADR ในช่วงแรกหลังเข้าตลาด
Simon Coles นักวิเคราะห์ของ Barclays ใช้ตัวคูณมูลค่าเป้าหมายที่ 8 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าตัวคูณที่ธนาคารใช้กับ Micron Technology บริษัทหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ และเป็นคู่เทียบสำคัญของ SK Hynix
มุมมองเชิงบวกของ Barclays มีแกนหลักอยู่ 3 ประเด็น
1. ภาวะหน่วยความจำขาดแคลนอาจยืดเยื้อ
Barclays เชื่อว่าสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมหน่วยความจำมีโครงสร้างที่เอื้อต่อผู้ผลิตมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยภาวะอุปทานตึงตัวอาจดำเนินต่อไปอีกหลายปี ธนาคารยังมองว่าบริษัทมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
2. มีอำนาจในการกำหนดราคา
เมื่อสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการ SK Hynix จึงมีโอกาสรักษาหรือปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ High-Bandwidth Memory หรือ HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่ใช้กับตัวเร่งประมวลผล AI Barclays ระบุว่ายังมีโอกาสที่อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในระยะใกล้
3. เป็นผู้นำตลาด HBM
SK Hynix เป็นผู้ผลิต HBM รายใหญ่ที่สุดของโลก และผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในตัวเร่งประมวลผล AI ของ Nvidia Barclays คาดว่าบริษัทจะรักษาส่วนแบ่งตลาด HBM ได้มากกว่า 50% ต่อไปอีกหลายปี
ตลาดตอบรับรายงานดังกล่าวอย่างร้อนแรง โดย ADR ของ SK Hynix พุ่งขึ้น 27% ปิดที่ 193.92 ดอลลาร์ ท่ามกลางความต้องการซื้อออปชันที่สูง รวมถึงการเริ่มซื้อขายออปชันและ ETF แบบมีเลเวอเรจของหุ้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ADR ในสหรัฐฯ มีราคาสูงกว่าหุ้นที่จดทะเบียนในกรุงโซลราว 51% ขณะที่หุ้นในโซลปรับขึ้นเกือบ 13%
การเปิดซื้อขาย ADR ของ SK Hynix บน Nasdaq เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ถือเป็นหนึ่งในธุรกรรมหุ้นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่า ADR ซื้อขายในตลาด Nasdaq Global Select Market ภายใต้ชื่อย่อ SKHY
ADR คือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ และเป็นตัวแทนของหุ้นบริษัทต่างประเทศ สำหรับ SK Hynix นั้น 1 ADR เท่ากับหุ้นสามัญ 1 ใน 10 หุ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนที่ซื้อ ADR จำนวน 10 หน่วยจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจเทียบเท่าหุ้นสามัญ 1 หุ้นตามสัดส่วนที่กำหนด
เงินที่ได้จากการเสนอขายจะถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ Yongin และโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง
HBM เป็นหน่วยความจำที่ช่วยให้ชิป AI เข้าถึงข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็ว จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของตัวเร่งประมวลผลและระบบศูนย์ข้อมูล AI ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ทำให้ HBM กลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีอุปทานจำกัดของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่า SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาด HBM ทั่วโลกราว 58% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ตามด้วย Samsung Electronics และ Micron Technology ที่รายละ 21% ขณะที่ประมาณการจากนักวิเคราะห์ในช่วงกลางปี 2026 ประเมินส่วนแบ่งของ SK Hynix ไว้ที่ประมาณ 50–55%
ข้อมูลจากช่วงก่อนหน้านี้ยังระบุว่า SK Hynix มีส่วนแบ่ง 62% ของปริมาณการจัดส่ง HBM ในไตรมาสสองของปี 2025 และ 57% ของรายได้ในไตรมาสสามของปี 2025
SK Hynix เป็นซัพพลายเออร์ HBM หลักของ Nvidia และเป็นบริษัทแรก ๆ ที่ผลิต HBM3E ซึ่งเป็น HBM รุ่นที่ 5 ในระดับจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็กำลังเดินหน้าพัฒนา HBM4 หรือรุ่นที่ 6
ข้อมูลอุตสาหกรรมบางส่วนประเมินว่า SK Hynix จัดหา HBM ประมาณ 70% ของความต้องการสำหรับแพลตฟอร์ม Rubin HBM4 ของ Nvidia ด้วยเหตุนี้ กำลังการผลิต HBM จึงกลายเป็นจุดจำกัดสำคัญของการขยายตัวในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั่วโลก
SK Hynix รายงานอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ 72% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะเดียวกัน รายได้ของตลาด HBM ทั่วโลกถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
บริษัทระบุว่ายอดการผลิต HBM ถูกจัดสรรจนเต็มตลอดปี 2026 และภาวะอุปทานตึงตัวอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 เพื่อรองรับความต้องการจาก AI SK Hynix ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเวเฟอร์เป็น สองเท่าภายใน 5 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศลงทุน 13,000 ล้านดอลลาร์ในโรงงานแห่งใหม่เมื่อเดือนมกราคม 2026 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต HBM โดยเฉพาะ
กรณีลงทุนของ SKHY ขึ้นอยู่กับสมมติฐานสำคัญว่าอุปสงค์ HBM จะยังเติบโตเร็วกว่ากำลังการผลิตใหม่ และ SK Hynix จะรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีรวมถึงความสัมพันธ์กับ Nvidia ได้ต่อไป หากภาวะขาดแคลนยืดเยื้อ บริษัทอาจมีอำนาจต่อรองด้านราคาและทำกำไรได้สูงขึ้นตามที่ Barclays คาด
ในทางกลับกัน หุ้นหน่วยความจำมีความผันผวนสูง และการเพิ่มกำลังการผลิตของคู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อของลูกค้า หรือการชะลอตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจกดดันทั้งราคา HBM และมูลค่าหุ้นได้ นักลงทุนจึงควรแยกให้ออกระหว่างศักยภาพของธุรกิจในระยะยาวกับการเคลื่อนไหวของ ADR ในช่วงแรกหลังเข้าตลาด