กระแสต่อต้านเกิดขึ้นในพริบตา ผู้ใช้จำนวนมากโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ด เช่น Reddit และ X (เดิมคือ Twitter) โดยกล่าวหาว่าซัมซุงใช้วิธีการ "จับข้อมูลสุขภาพเป็นตัวประกัน" เพื่อบีบให้ผู้ใช้ยอมให้ข้อมูลเพื่อฝึก AI IRX ช่อง TechLinked ใน YouTube ถึงกับออกคลิปวิจารณ์ว่าเป็น "รูปแบบหนึ่งของการบีบบังคับ" ที่อาจละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ในยุโรป กฎหมายความเป็นส่วนตัวของรัฐแคลิฟอร์เนีย และกฎหมาย AI ที่กำลังจะออกมา Y
ฟีเจอร์ดังกล่าวปรากฏในหน้าการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของ Samsung Health โดยขออนุญาตใช้ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ เช่น ข้อมูลกิจกรรม ข้อมูลการออกกำลังกาย ข้อมูลการกินยา ข้อมูลรอบเดือน และข้อมูลการบันทึกสุขภาพอื่นๆ เพื่อนำไปฝึกโมเดล AI SS ข้อความระบุว่า "ข้อมูลนี้จะช่วยปรับปรุง Samsung Health รวมถึงอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ภาวะสุขภาพ และฟีเจอร์ AI ต่างๆ" 9
ในแง่หนึ่ง การขอความยินยอมแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เริ่มเห็นได้ในหลายแอปพลิเคชัน แต่สิ่งที่ทำให้ Samsung Health แตกต่าง คือข้อความที่ปรากฏเมื่อผู้ใช้พยายามปิดฟังก์ชันนี้: การปฏิเสธไม่ใช่แค่การตอบ "ไม่" เท่านั้น แต่กลับมีคำเตือนว่าแอปจะหยุดซิงก์ข้อมูลสุขภาพกับบัญชี Samsung และข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในระบบคลาวด์จะถูกลบ ยกเว้นในกรณีที่ต้องเก็บไว้ตามกฎหมาย WS
จากกระแสต่อต้านที่รุนแรง ในวันที่ 14 กรกฎาคม ซัมซุงได้ออกมาชี้แจงผ่านข้อความในแอปและแถลงการณ์ต่อสื่อที่เน้นเรื่องซัมซุง โดยมีใจความสำคัญดังนี้ S:
อย่างไรก็ตาม ผลที่ตามมาอย่างหนึ่งยังคงอยู่: การซิงก์ข้อมูลผ่านคลาวด์ (Samsung Cloud) จะหยุดทำงาน หากผู้ใช้ถอนความยินยอมในการใช้ข้อมูลฝึก AI SA ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้จะไม่สามารถสำรองข้อมูลสุขภาพไปยังระบบคลาวด์ของซัมซุง หรือแชร์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้อีกต่อไป แม้ว่าข้อมูลในตัวเครื่องและฟังก์ชันภายในแอปจะยังคงใช้งานได้ตามปกติก็ตาม SA
สรุปง่ายๆ คือ ซัมซุง "ถอย" ในประเด็นการลบข้อมูล แต่ยังคง "ลงโทษ" ผู้ใช้ที่ปฏิเสธการยินยอมด้วยการตัดสิทธิ์การซิงก์คลาวด์
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแรก และคงไม่ใช่เรื่องสุดท้ายที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่พยายามผสานฟีเจอร์ AI เข้ากับแอปสุขภาพอย่างรีบเร่ง โดยมักละเลยความรู้สึกและความไว้วางใจของผู้ใช้:
ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าข้อมูลอื่นๆ ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะลังเลมากกว่าที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลการใช้ยา หรือข้อมูลรอบเดือนเพื่อแลกกับฟีเจอร์ AI เทียบกับข้อมูลรูปภาพหรือประวัติการค้นหา งานวิจัยของ NIH ในปี 2025 ระบุว่าความไว้วางใจ ความเป็นส่วนตัว และการยินยอมอย่างมีข้อมูลเป็นข้อกังวลอันดับต้นๆ ของผู้ใช้แอปสุขภาพที่ใช้ AI P ผลสำรวจของ YouGov ในปี 2025 พบว่า 49% ของชาวอเมริกันกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเมื่อใช้เครื่องมือสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่มีเพียง 8% ที่เชื่อถือ Y KFF รายงานว่า 77% ของประชาชนกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวเมื่อใช้เครื่องมือ AI สำหรับข้อมูลสุขภาพ K
รูปแบบการขอความยินยอมแบบบีบบังคับมักจะเกิดผลเสีย กลยุทธ์ของซัมซุงที่นำฟังก์ชันหลัก (การซิงก์คลาวด์) มาเป็นตัวต่อรองกับข้อมูลที่ใช้ฝึก AI ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันนั้น สะท้อนถึงรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในอุตสาหกรรม ในเดือนตุลาคม 2025 กูเกิลก็เผชิญกับกระแสต่อต้านจากพนักงานเช่นกัน เมื่อต้องใช้เครื่องมือสวัสดิการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเข้าถึงประกันสุขภาพ L เมตาเพิ่งถอนฟีเจอร์ AI ในอินสตาแกรมออกไปหลังจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรงจากการเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ T แต่ละเหตุการณ์ยิ่งตอกย้ำความไม่ไว้วางใจของผู้ใช้ว่า "ความยินยอม" นั้นเป็นสิ่งสมัครใจจริงหรือไม่ เมื่อฟังก์ชันที่จำเป็นถูกนำมาเป็นสิ่งล่อใจ
บริษัทต่างๆ กำลังแข่งกันพัฒนา AI ด้านสุขภาพอย่างรวดเร็ว ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 เพียงปีเดียว มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ถึง 5 แห่งที่เปิดตัวเครื่องมือ AI ด้านสุขภาพสำหรับผู้บริโภค ได้แก่ ChatGPT Health ของ OpenAI, Claude for Healthcare ของ Anthropic, Health AI ของ Amazon, Copilot Health ของไมโครซอฟท์ และ Perplexity Health I KFF ตั้งข้อสังเกตว่าคำถามเรื่องความถูกต้องและความยินยอมเกี่ยวกับ AI ในด้านสุขภาพยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และบริษัทต่างๆ กำลังขยายบริการเร็วกว่าที่แนวทางปฏิบัติหรือกฎระเบียบจะตามทัน K
ช่องว่างทางกฎระเบียบยังคงกว้างมาก ผลิตภัณฑ์ AI ด้านสุขภาพสำหรับผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดเช่นเดียวกับข้อมูลทางการแพทย์ทั่วไป ดังที่ CyberScoop รายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า "AI หมอของคุณไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎความเป็นส่วนตัวแบบเดียวกับหมอจริงๆ" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ใช้ที่แชร์กับแชทบอท AI ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐาน HIPAA C
สำหรับผู้ใช้ Samsung Health ในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องรู้มีดังนี้:
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ฟีเจอร์ AI จะกลายเป็นมาตรฐานในแอปสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้ใช้คงต้องเจอกับทางเลือกที่อึดอัดแบบนี้อีก คำถามคือ บริษัทต่างๆ จะเรียนรู้จากความผิดพลาดของซัมซุงและออกแบบระบบขอความยินยอมที่ชัดเจน เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือว่าการข่มขู่ด้วยคำเตือนที่คลุมเครือจะยังคงกัดกร่อนความไว้วางใจที่มีต่อเทคโนโลยี AI ในแวดวงสุขภาพต่อไป