Square Enix เลือกวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ในการประกาศ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ Octopath Traveler ภาคแรกเปิดตัวบน Nintendo Switch เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2018 พอดี ซึ่งก็คือ 8 ปีต่อมา ทางบริษัทได้เน้นย้ำถึงวันครบรอบ 8 ปีของซีรีส์ในสื่อประชาสัมพันธ์ และจัดสตรีมสดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองในเย็นวันนั้น
เวอร์ชัน Switch 2 มีความละเอียดและอัตราเฟรมที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเวอร์ชัน Switch ดั้งเดิม สื่อหลายสำนักต่างเรียกเวอร์ชันนี้ว่าเป็น "เวอร์ชันใหม่ที่แวววับ" ที่รันด้วยสเปกสูงกว่าบนฮาร์ดแวร์ใหม่
ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดเกี่ยวกับความละเอียดที่ส่งออกหรืออัตราเฟรมเป้าหมาย แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจทำได้ถึง 60fps เนียนกริ๊บ
ซีรีส์นี้ใช้สไตล์ภาพแบบ HD-2D ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสไปรท์พิกเซลอาร์ตย้อนยุคกับสภาพแวดล้อม 3 มิติและเอฟเฟกต์แสงสมัยใหม่ พัฒนาโดยทีม Asano ภายในของ Square Enix โดยทีมนี้เป็นผู้สร้าง Octopath Traveler 0 เช่นกัน
Octopath Traveler 0 ซึ่งเป็นเกมภาคก่อนที่พัฒนาโดยทีม Asano เช่นกัน ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2025 สำหรับทั้ง Nintendo Switch และ Nintendo Switch 2 รวมถึง PlayStation, Xbox และ PC
Square Enix ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีตัวเลือกอัปเกรด สำหรับเจ้าของเกมเวอร์ชัน Switch ดั้งเดิม ผู้เล่นที่เคยซื้อ Octopath Traveler หรือ Octopath Traveler II บน Switch 1 จะต้องซื้อเวอร์ชัน Switch 2 ในราคาเต็มโดยไม่มีส่วนลด และข้อมูลเซฟก็ใช้ร่วมกันข้ามเครื่องไม่ได้
สื่อหลายสำนักวิจารณ์นโยบายนี้อย่างหนัก GamesRadar เรียกว่าเป็น "การยิงเข้าประตูตัวเอง" (own goal) ส่วน Kotaku พาดหัวข่าวว่านี่คือการตัดสินใจที่ "ไร้สาระ" (ridiculous)
นโยบายนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ Square Enix ใช้กับ Octopath Traveler 0 ในปี 2025 โดยผู้จัดพิมพ์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า "ไม่สามารถอัปเกรดจากเวอร์ชัน Switch ไปเป็นเวอร์ชัน Switch 2 ได้เมื่อซื้อไปแล้ว" และ "ไม่มีแผน" ที่จะเสนอตัวเลือกดังกล่าวในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Dragon Quest I & II HD-2D Remake บน Switch 2 ก็ใช้แนวทางเดียวกัน
ส่วนในหน้า eShop อย่างเป็นทางการของ Nintendo สำหรับเกม Octopath Traveler เวอร์ชัน Switch 1 ก็ระบุยืนยันว่า "ไม่มีแผนที่จะขายแพ็กอัปเกรดเพื่ออัปเกรดจากเวอร์ชัน Nintendo Switch ไปเป็นเวอร์ชัน Nintendo Switch 2"
แนวทางของ Square Enix นี้แตกต่างจากผู้จัดพิมพ์รายอื่น ๆ หลายรายที่เสนอตัวเลือกอัปเกรดทั้งแบบฟรีและเสียเงิน (เช่น เกมข้ามรุ่นของ Nintendo เอง และพอร์ตจากบริษัท Third Party อื่น ๆ) ทำให้การปฏิเสธของ Square Enix กลายเป็นจุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเปลี่ยนผ่านของ Switch 2