วิธีหลีกเลี่ยงชั่วคราวคือ เมื่อได้รับสายเควสต์ Templar Hunt แล้ว ควรทำให้จบในทันที และไม่ปล่อยค้างไว้ก่อนเริ่มภารกิจเนื้อเรื่องในพื้นที่เดียวกัน Ubisoft รับทราบปัญหาแล้วและระบุว่าจะมีการแก้ไข
ระบบหารายได้ภายในเกมกลายเป็นสาเหตุหลักที่ผู้เล่นจำนวนมากไม่พอใจ แม้ตัวเกมฉบับมาตรฐานจะมีราคา 60 ดอลลาร์ แต่เมื่อนับรวมแพ็ก DLC และไมโครทรานแซกชันที่วางขายตั้งแต่วันเปิดตัว มูลค่าของของเสริมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 84–85 ดอลลาร์
ไอเทมเหล่านี้รวมถึงของตกแต่งเรือ ชุดตัวละคร และแผนที่ช่วยค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ ทำให้แฟนเกมบางส่วนมองว่าการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมในระดับนี้มากเกินไปสำหรับรีเมกเกมราคาเต็มจากปี 2013
Ubisoft ตอบกลับรีวิวเชิงลบบน Steam โดยยืนยันว่า “แพ็กเพิ่มเติมเป็นของเสริมที่เลือกซื้อได้ทั้งหมด” และ “ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการเล่นหรือเล่นเกมให้จบ” อย่างไรก็ตาม รีวิวจำนวนมากยังคงระบุว่าการวางขายคอนเทนต์แบบเสียเงินตั้งแต่วันแรกเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คะแนนออกมาเป็นลบหรือก้ำกึ่ง แม้ผู้เล่นหลายคนจะชื่นชมคุณภาพของตัวรีเมกก็ตาม
ผู้เล่น PC ยังพบปัญหาด้านเทคนิคที่คัตซีนถูกล็อกไว้ที่ 30 FPS เมื่อเปิดใช้ Raytracing, BVH หรือ Terrain Quality ในระดับ Ultra High
Ubisoft ระบุว่ารับทราบปัญหานี้แล้ว และเสนอวิธีแก้ชั่วคราวด้วยการรีเซ็ต Overall Preset ไปเป็นค่าพรีเซ็ตมาตรฐานแบบใดก็ได้ จากนั้นหลีกเลี่ยงการตั้งค่าทั้งสามรายการดังกล่าวเป็น Ultra High ด้วยตัวเอง ส่วนแพตช์ถาวรระบุว่าจะตามมาในเร็ว ๆ นี้
Assassin’s Creed Black Flag Resynced วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 และได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์ค่อนข้างดีที่ 84 คะแนนบน Metacritic พร้อมจำนวนผู้เล่นพร้อมกันบน Steam ช่วงเปิดตัวราว 95,000–98,000 คน
แต่เมื่อดูความเห็นจากผู้เล่น ภาพกลับไม่ราบรื่นนัก คะแนนบน Steam แกว่งตั้งแต่ “Mostly Negative” ไปจนถึง “Mixed” โดยสัดส่วนรีวิวเชิงบวกอยู่ราว 42–65% ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ตรวจสอบ
ประเด็นหลักที่ทำให้สัปดาห์เปิดตัวเต็มไปด้วยกระแสลบมีอยู่สี่เรื่อง ได้แก่ ฐานข้อมูลที่สปอยล์จุดหักมุมสำคัญ บั๊ก Templar Hunt ที่อาจทำให้เสียความคืบหน้า การขายคอนเทนต์เสริมมูลค่าสูงตั้งแต่วันแรก และปัญหาคัตซีน 30 FPS บน PC ขณะนี้ Ubisoft ตอบรับข้อร้องเรียนเรื่องการขายไอเทมแล้ว และยืนยันว่ากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเหล่านี้