การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งสัมภาษณ์อดีตสมาชิก Boko Haram พบว่า AI ถูกฝังอยู่ในกระบวนการวางแผน เส้นทางโลจิสติกส์ และการแก้ปัญหาอาวุธของกลุ่มแล้ว [31] Tech Against Terrorism เปิดตัวเกณฑ์ชี้วัดแรกของโลก พบว่าโมเดล AI ชั้นนำ 27 รุ่น 'ล้มเหลว' ด้านความปลอดภัย โดยกว่า 1 ใน 3 ของการสอบถามเชิงรุกให้ข้อมูลที่ผู้...
กลุ่มก่อการร้ายไม่ได้เป็นเพียงแค่พูดถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังทดลองใช้มันอย่างจริงจัง หลักฐานที่เพิ่มขึ้นจากหน่วยข่าวกรอง, นักวิชาการ และองค์กรต่อต้านการก่อการร้ายโดยเฉพาะ ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มหัวรุนแรงใช้ความรุนแรง (Violent Extremist Groups) รวมถึง Boko Haram, กลุ่มเครือข่ายอัลกออิดะห์ และกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) สาขาต่างๆ กำลังใช้โมเดล AI ระดับ前沿 (Frontier AI Models) อย่าง ChatGPT, Claude, Gemini และ Grok เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ, การวางแผนปฏิบัติการ และการประสานงานการโจมตี ภัยคุกคามนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่มันมีจริง และกำลังเร่งตัวเร็วกว่ามาตรการป้องกันที่ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นมัน
การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งอ้างอิงจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับอดีตสมาชิกกลุ่ม Boko Haram พบว่า AI ได้ถูกฝังรากลึกอยู่ในกระบวนการวางแผน, โลจิสติกส์ และการแก้ไขปัญหาอาวุธของกลุ่มแล้ว การศึกษานี้ถูกยกให้เป็นครั้งแรกที่ใช้คำให้การจากคนในเพื่อชี้ให้เห็นว่า AI ระดับ前沿 ถูกใช้ในเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่แค่การทดลองเท่านั้น
ผลการค้นพบนี้สอดคล้องกับการประเมินของหน่วยข่าวกรองในวงกว้าง สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (ODNI) เตือนว่าผู้ก่อการร้ายใช้ Generative AI ในการเขียนโค้ด, สร้างแชทบอทให้คำแนะนำ และใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์เพื่อวางแผนหรือฝึกซ้อมการก่อเหตุ แนวทางปฏิบัติของ ODNI เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุช่องทางการใช้ในทางที่ผิดโดยเฉพาะ เช่น การเกณฑ์คน, การปลูกฝังความคิดหัวรุนแรง, การเผยแพร่ข้อความ, บริการแปลภาษา, การโคลนเสียง และการหลบเลี่ยงการตรวจจับเนื้อหาต้องห้าม
ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งเวสต์พอยต์ (West Point's Combating Terrorism Center) ทดสอบโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ไม่เปิดเผยชื่อ 5 รุ่น และพบว่าผู้ก่อการร้ายสามารถใช้มันเพื่อเรียนรู้, วางแผน และเผยแพร่กิจกรรมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม การศึกษาของ MEMRI ในปี 2025 ซึ่งครอบคลุมผลการวิจัย 3 ปี สรุปว่ากลุ่มญิฮาดกำลังใช้ LLMs เช่น ChatGPT, Claude และ Meta AI มากขึ้นเพื่อขยายการโฆษณาชวนเชื่อ, การเกณฑ์คน และการปฏิบัติการ ซึ่งถูกเรียกว่า "ยุคใหม่แห่งการก่อการร้าย" (new era of terrorism)
ศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังทางดิจิทัล (CCDH) พบว่าแชทบอท AI 8 ใน 10 ตัวที่ทดสอบ — รวมถึง ChatGPT, Meta AI และ Google Gemini — "ช่วยเหลือผู้ใช้วัยรุ่น" เป็นประจำในการวางแผนทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เช่น การให้แผนที่โรงเรียนและคำแนะนำในการก่อเหตุรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ถึงความล้มเหลวด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบในโมเดลระดับ前沿 ไม่ใช่แค่กรณีข้อยกเว้น
Tech Against Terrorism (TAT) ได้ดำเนินการวัดภัยคุกคามนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ระหว่างสัปดาห์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 4 ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2026 TAT ได้เปิดตัว "เกณฑ์ชี้วัด AI ต่อต้านการก่อการร้าย" (Counter-Terrorism AI Benchmark) ซึ่งเป็นการทดสอบอย่างเป็นระบบครั้งแรกว่าโมเดล AI ตอบสนองอย่างไรเมื่อถูกขอให้ช่วยก่อการร้ายและความรุนแรง ผลลัพธ์โดยรวมน่าตกใจ: โมเดลในปัจจุบันกำลัง "ล้มเหลว" ด้านความปลอดภัย โดยมักจะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เมื่อถูกยิงด้วยคำสั่งโจมตี (adversarial prompts)
ผลการทดสอบที่สำคัญ:
เกณฑ์ชี้วัดนี้ยังพบอีกว่าโมเดลโอเพนซอร์สที่ถูกถอดระบบความปลอดภัยทิ้งนั้นปฏิบัติตามคำขอเกือบทุกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าชั้นป้องกันเนื้อหาที่มีใน API เชิงพาณิชย์จะหายไปทันทีเมื่อโมเดลถูกเรียกใช้ออฟไลน์
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นเสียงชั้นนำในเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI มาหลายปี รายงานสำคัญในปี 2018 ซึ่งเขียนร่วมโดยผู้เชี่ยวชาญ 26 คน เตือนว่า AI จะทรงพลังมากพอที่จะเพิ่มขีดความสามารถของอาชญากร, กลุ่มก่อการร้าย และรัฐที่ไม่เป็นมิตรได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมไซเบอร์และการใช้โดรนในทางที่ผิด
ในเดือนมิถุนายน 2026 รายงานของเคมบริดจ์ระบุว่าโมเดล AI ระดับ前沿 ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้นกำลังแซงหน้ามาตรการป้องกัน ทำให้ความเสี่ยงของการโจมตีทางไซเบอร์และข้อมูลบิดเบือนโดยกลุ่มก่อการร้ายและรัฐอันธพาลเพิ่มสูงขึ้น รายงานเตือนเป็นพิเศษว่าขีดความสามารถของ AI ระดับ前沿 ก้าวหน้าเร็วกว่ามาตรการด้านความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมมัน ศูนย์ศึกษาความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ (CSER) แห่งเคมบริดจ์เน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอว่าเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use) เดียวกันที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ถูกกฎหมาย จะลดอุปสรรคในการโจมตีสำหรับผู้ที่ไม่ใช่รัฐ
ภาพรวมคือการนำมาใช้ในระยะเริ่มต้นแต่กำลังเติบโต เครือข่ายว่าด้วยความสุดโต่งและเทคโนโลยีโลก (GNET) ระบุว่าการนำมาใช้ยังคง "เป็นแบบเฉพาะกิจและเป็นการทดลองเป็นส่วนใหญ่" ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (ICCT) พบว่าองค์กรต่างๆ "เริ่มทดลองและใช้ประโยชน์จาก AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI)"
กลุ่มเครือข่ายอัลกออิดะห์ได้จัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อและผลิตคู่มือการใช้แชทบอทเพื่อปลูกฝังความคิดหัวรุนแรงให้สมาชิกใหม่ กลุ่มรัฐอิสลามในจังหวัดโคราซาน (ISIS-K) ใช้ดีพเฟค (Deepfake) ในหลายสถานการณ์ และจัดการฝึกอบรม AI ให้กับฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อตั้งแต่ปี 2023
คณะกรรมการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสหประชาชาติ (UN Counter-Terrorism Committee) ระบุว่า LLMs และดีพเฟคกำลังถูก "บูรณาการอย่างมีกลยุทธ์" เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ, การเกณฑ์คน, การวางแผนโจมตี และการหลบเลี่ยงการตรวจจับ
เหตุโจมตีในโลกจริงหลายครั้งในปี 2025 — ที่นิวออร์ลีนส์, ลาสเวกัส, ปาล์มสปริงส์ และเมืองปิร์กคาลา (ฟินแลนด์) — มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการใช้ AI ในกระบวนการวางแผนหรือการระดมความคิด คณะทำงาน AI ของ GIFCT ระบุถึง "แผนการที่ถูกขัดขวางและคดีในศาล" ที่ AI มีบทบาทสำคัญ
ความเห็นพ้องของนักวิจัยคือ ปัจจุบัน AI ทำหน้าที่เป็นตัวทวีคูณกำลัง (Force Multiplier) — ลดทักษะและเวลาที่ต้องใช้ในการผลิตโฆษณาชวนเชื่อ, การวิจัยเป้าหมาย, การเขียนโค้ดสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ และการวางแผนปฏิบัติการพื้นฐาน — แทนที่จะแทนที่วิธีการก่อการร้ายที่มีอยู่ทั้งหมด การประเมินความปลอดภัยของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในปี 2023 สรุปว่า "การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นของ Generative AI แทบจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างแน่นอน" โดยการเพิ่มขีดความสามารถของผู้คุกคามและประสิทธิผลของการโจมตี
โมเดลแบบเปิดน้ำหนัก (Open-weight models) ที่สามารถดาวน์โหลดและปรับเปลี่ยนแบบออฟไลน์ได้ เป็นตัวแทนของพรมแดนที่อันตรายที่สุดของ AI ที่ถูกใช้ในการก่อการร้าย แนวทางปฏิบัติของ ODNI ระบุว่าเครื่องมือ Generative AI — รวมถึงแบบโอเพนซอร์ส — ช่วยให้ผู้ก่อการร้ายหลบเลี่ยงการตรวจจับเนื้อหาต้องห้ามและสร้างสื่อการสอนได้โดยไม่มีราวกั้นความปลอดภัยที่มีใน API เชิงพาณิชย์
รายงานของสหประชาชาติเตือนว่าผู้ก่อการร้าย "มีความสามารถในการบูรณาการการพัฒนาล่าสุดของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีกลยุทธ์" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LLMs และดีพเฟค โมเดลแบบเปิดน้ำหนัก (เช่น Llama ของ Meta, Mistral และ GPT รุ่นเก่า) สามารถดาวน์โหลด, ถอดการปรับแต่งความปลอดภัย และรันแบบออฟไลน์โดยไม่มีการกลั่นกรองเนื้อหาใดๆ
เกณฑ์ชี้วัดของ Tech Against Terrorism ที่พบว่าการตอบสนอง 1 ใน 3 จากโมเดลเชิงพาณิชย์นั้นใช้ได้ ยังพบอีกว่าโมเดลโอเพนซอร์สที่ถูกถอดระบบควบคุมความปลอดภัยออกไปนั้นปฏิบัติตามคำขอเกือบทุกครั้ง เอกสารเรื่องกฎระเบียบ AI ระดับ前沿 (Frontier AI Regulation) โดย Anderljung และคณะ (2023, ปรับปรุง 2026) ให้คำนิยามความสามารถอันตรายของโมเดลระดับ前沿 โดยเฉพาะ — รวมถึงการออกแบบอาวุธเคมี-ชีวภาพและการโจมตีทางไซเบอร์ — ว่าเป็นเหตุผลในการออกกฎระเบียบ โดยระบุว่าการเผยแพร่แบบเปิดโดยไม่มีมาตรการป้องกันจะขยายความเสี่ยงเหล่านี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งสัมภาษณ์อดีตสมาชิก Boko Haram พบว่า AI ถูกฝังอยู่ในกระบวนการวางแผน เส้นทางโลจิสติกส์ และการแก้ปัญหาอาวุธของกลุ่มแล้ว [31]
การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งสัมภาษณ์อดีตสมาชิก Boko Haram พบว่า AI ถูกฝังอยู่ในกระบวนการวางแผน เส้นทางโลจิสติกส์ และการแก้ปัญหาอาวุธของกลุ่มแล้ว [31] Tech Against Terrorism เปิดตัวเกณฑ์ชี้วัดแรกของโลก พบว่าโมเดล AI ชั้นนำ 27 รุ่น 'ล้มเหลว' ด้านความปลอดภัย โดยกว่า 1 ใน 3 ของการสอบถามเชิงรุกให้ข้อมูลที่ผู้ก่อการร้ายสามารถนำไปใช้ได้จริง [16][40][44]
หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (ODNI) เตือนว่าผู้ก่อการร้ายใช้ Generative AI ในการเขียนโค้ด หาความรู้จากแชทบอท และวางแผนโจมตี [1] ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศชี้โมเดลโอเพนซอร์สที่ถอดระบบความปลอดภัยทิ้งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด [40]