รวมแล้วมีผู้ถูกสำรวจมากกว่า 133,000 คน ประกอบกับการสนทนากลุ่มเชิงคุณภาพ ทำให้ "Inviting Hard Questions" เป็นก้าวถัดไปที่สมเหตุสมผล จากการ ถามความคิดเห็นของคน ไปสู่ การให้คำมั่นที่จะตอบคำถามที่ยากที่สุดและติดตามความคืบหน้าให้สาธารณชนเห็น
Anthropic ได้เปิดตัวแคมเปญแบรนด์แบบมีค่าใช้จ่ายครั้งแรกในชื่อ "Keep Thinking" (คิดต่อไป) เมื่อเดือนกันยายน 2025 โดยร่วมมือกับเอเจนซี่อิสระในลอนดอนชื่อ Mother จุดเด่นของแคมเปญคือคลิปวิดีโอความยาว 90 วินาทีที่นำเสนอ Claude ในฐานะคู่คิดในการแก้ปัญหา โดยใช้สโลแกนที่เปลี่ยนความกังวลเกี่ยวกับ AI ให้เป็นพลังบวกในการมีส่วนร่วม
โครงการ "Inviting Hard Questions" เป็นการต่อยอดโดยตรงจากปรัชญาแบรนด์นี้ แนวคิด "Keep Thinking" มองว่าการตั้งคำถามเป็นสิ่งที่มีหวัง ไม่ใช่น่ากลัว และโครงการใหม่นี้ทำให้แนวคิดดังกล่าวเป็นรูปธรรมขึ้นโดยการสร้างกลไกที่มีโครงสร้างชัดเจนให้สาธารณชนมีส่วนร่วม
ในวันเดียวกันนั้นคือวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 Anthropic ยังประกาศว่า อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เบน เบอร์นันเก้ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Long-Term Benefit Trust ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอิสระของบริษัทที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกิจเพื่อสาธารณประโยชน์และแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัท
นี่เป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้าง เพราะ Trust นี้คือกลไกที่ออกแบบมาเพื่อให้บริษัทยึดมั่นในพันธกิจที่ประกาศไว้ การเพิ่มบุคคลสำคัญอย่างเบอร์นันเก้เข้าไป จึงเป็นสัญญาณว่าคำมั่นสัญญาในโครงการ "Inviting Hard Questions" มีน้ำหนักจริงจัง ไม่ใช่แค่การตลาด โดยในบทบาทนี้ เบอร์นันเก้จะช่วยให้บริษัทเข้าใจว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจอย่างไร ตามรายงานของ CNBC
การผลักดันความโปร่งใสต่อสาธารณะครั้งนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับเหตุการณ์สำคัญของบริษัทถึงสามเหตุการณ์:
"Inviting Hard Questions" ทำหน้าที่เป็น บททดสอบแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ Anthropic ในช่วงเวลาสำคัญ โดยบริษัทกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายหลายอย่างพร้อมกัน:
กลยุทธ์นี้คือการสร้าง คูเมืองแห่งความน่าเชื่อถือ ผ่านการทำให้การตรวจสอบจากสาธารณชนเป็นสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ทัลคำถามยากๆ, Long-Term Benefit Trust ที่มีเบอร์นันเก้เป็นสมาชิก, หรือ Anthropic Institute (หน่วยงานวิจัยภายในที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2026) ซึ่งคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างการกำกับดูแลของตนเอง ความเสี่ยงคือ หากการติดตามความคืบหน้าต่อสาธารณะเผยให้เห็นช่องโหว่ หรือแรงกดดันจาก IPO ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนไปจากพันธกิจ กลไกความโปร่งใสแบบเดียวกันนี้จะยิ่งเผยให้เห็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ ทำให้โครงการนี้เป็นการทดลองด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเทคโนโลยี AI ที่เดิมพันสูงและยากจะย้อนกลับ