กองทุนกองทุนไม่ได้ลงทุนในสตาร์ตอัปโดยตรงเป็นหลัก แต่จะเข้าไปลงทุนในกองทุน VC และ PE ขนาดใหญ่ จากนั้นกองทุนเหล่านั้นจึงนำเงินไปสนับสนุนบริษัทที่กำลังขยายธุรกิจ วิธีนี้ช่วยเพิ่มขนาดของระบบนิเวศเงินทุนระยะปลาย ซึ่งเป็นจุดที่ยุโรปยังตามหลังคู่แข่งระดับโลก
EIF ระบุว่า ETCI 2.0 มีเป้าหมายขยายขนาดเงินทุนเป็น 1.5–2 หมื่นล้านยูโร โดยตัวเลข 1.5 หมื่นล้านยูโรถูกใช้เป็นเป้าหมายหลักในโครงการ และต้องการระดมเงินลงทุนรวมได้สูงสุด 8 หมื่นล้านยูโร ผ่านการดึงนักลงทุนสถาบัน กองทุนบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และทรัพยากรภาครัฐเพิ่มเติมจากประเทศสมาชิก
ในระยะเริ่มต้น คณะกรรมการของ EIB และ EIF ได้ให้คำมั่นใช้เงินของสถาบันรวม 1.25 พันล้านยูโร เพื่อเริ่มโครงการ
ETCI 2.0 ตั้งเป้าสนับสนุนกองทุน VC ระยะเติบโตประมาณ 100 กองทุน ตั้งแต่กองทุนขนาดกลางที่มีขนาดราว 300–600 ล้านยูโร ไปจนถึง “เมกะฟันด์” ที่มีขนาดตั้งแต่ 1 พันล้านยูโรขึ้นไป
บริษัทแต่ละแห่งอาจได้รับเงินลงทุนสูงสุด 200 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากเพดาน 60 ล้านยูโรใน ETCI ระยะแรก การเพิ่มเพดานนี้มีความสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อขยายการผลิต เข้าสู่ตลาดใหม่ หรือแข่งขันในระดับโลก
คำกล่าวที่ว่า ETCI 2.0 ได้รับการสนับสนุนจาก ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศและนักลงทุนเอกชน 7 ราย ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้จากเอกสารทางการที่มีอยู่
สรุปประเด็นนี้: การสนับสนุนทางการเมืองในระดับสหภาพยุโรปมีอยู่จริง แต่คำมั่นด้านเงินทุนของแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน และรายชื่อนักลงทุนเอกชน 7 รายยังไม่ปรากฏในเอกสารทางการของ EIF หรือ EIB ที่ตรวจสอบได้
ETCI 2.0 ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ระยะแรกเปิดตัวเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2023 โดยมีประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ ก่อนขยายเป็น 6 ประเทศ
EIF อธิบาย ETCI 1 ว่าเป็น “บทพิสูจน์แนวคิด” ที่มีเงินทุนภาครัฐเป็นตัวตั้ง ขณะที่ ETCI 2.0 จะทำหน้าที่เป็น ตัวเร่ง ให้เกิดการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในวงกว้างขึ้น
ข้อมูลของ EIF สะท้อนปัญหาที่บริษัทเทคโนโลยียุโรปเจอในช่วงกำลังโตอย่างชัดเจน:
ช่องว่างนี้ทำให้สตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จต้องออกไปหาเงินรอบใหญ่ในสหรัฐฯ หรือเอเชีย และบางกรณีอาจย้ายสำนักงานใหญ่ตามเงินทุนไปด้วย ETCI 2.0 จึงพยายามสร้างแหล่งเงินทุนระยะเติบโตที่ลึกพอให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจจากยุโรปต่อไปได้
ETCI ไม่ได้จำกัดการลงทุนไว้เพียงอุตสาหกรรมเดียว โดยมุ่งสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาพรวม อย่างไรก็ตาม เอกสารของ EIF และคณะกรรมาธิการยุโรประบุสาขาที่ให้ความสำคัญ ได้แก่
ความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดระหว่าง ETCI 1 กับ ETCI 2.0 คือการเปิดรับนักลงทุนเอกชนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
ETCI 1 พึ่งพาเงินทุนภาครัฐเป็นหลัก แต่ ETCI 2.0 ต้องการดึงนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เข้ามาร่วมกับเงินทุนตั้งต้นจากภาครัฐ
คณะกรรมาธิการยุโรปยังระบุในเอกสาร Investment Union เดือนพฤษภาคม 2025 ว่าจะพิจารณาวิธีสนับสนุน ETCI 2.0 ในฐานะโครงสร้างกองทุนกองทุนที่รวมเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยทำงานเสริมกับ Scaleup Europe Fund มูลค่า 5 พันล้านยูโร ของคณะกรรมาธิการยุโรป
โครงการยังอยู่ในช่วงเปิดตัวและขยายการระดมทุน โดยมีหมุดหมายสำคัญดังนี้
ETCI 2.0 เป็นโครงการจริง มีขนาดใหญ่ และเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่สุดของสหภาพยุโรปในการแก้ปัญหาเงินทุนระยะปลายสำหรับบริษัทเทคโนโลยี ตัวเลขเงินทุนแกนหลัก 1.5 หมื่นล้านยูโรและเป้าหมายระดมเงินรวมราว 8 หมื่นล้านยูโรได้รับการรายงานจาก EIF และ EIB
ภาพใหญ่จึงชัดเจน: ยุโรปกำลังขยับจาก ETCI 1 ซึ่งเป็นโครงการพิสูจน์แนวคิดด้วยเงินทุนภาครัฐ 3.9 พันล้านยูโร ไปสู่กองทุนกองทุนแบบรัฐ–เอกชนที่มีเป้าหมาย 1.5–2 หมื่นล้านยูโร
แต่คำกล่าวว่า “ทั้ง 27 ประเทศสมาชิกและนักลงทุนเอกชน 7 รายสนับสนุนแล้ว” ยังเกินกว่าหลักฐานที่ยืนยันได้ในเวลานี้ รัฐมนตรีคลังทั้ง 27 ประเทศรับรองยุทธศาสตร์ร่วมกันจริง ทว่าคำมั่นด้านเงินทุนของแต่ละประเทศยังไม่ได้รับการยืนยันครบทุกประเทศ ขณะที่รายชื่อนักลงทุนเอกชน 7 รายก็ยังตรวจสอบจากเอกสารทางการของ EIF และ EIB ไม่ได้
ดังนั้น ETCI 2.0 ควรถูกมองว่าเป็น เงินทุนแกนหลัก 1.5 หมื่นล้านยูโรที่ตั้งเป้าขยายเป็น 8 หมื่นล้านยูโร ผ่านการผสมผสานทรัพยากรภาครัฐกับเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน ซึ่งเป็นความร่วมมือรัฐ–เอกชนครั้งใหญ่ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น