โครงการนี้พัฒนาโดย Masdar หรือ Abu Dhabi Future Energy Company ร่วมกับ Emirates Water and Electricity Company (EWEC) หน่วยงานด้านน้ำและไฟฟ้าของเอมิเรตส์ โดยมีรายละเอียดหลักดังนี้
แนวคิดของ RTC คือใช้กำลังผลิตโซลาร์ส่วนเกินในช่วงกลางวันชาร์จแบตเตอรี่ จากนั้นจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบในช่วงเย็น กลางคืน หรือช่วงที่แสงแดดไม่เพียงพอ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ แต่เป็นการออกแบบระบบไฟฟ้าที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนทำหน้าที่ใกล้เคียงกับไฟฟ้าฐาน ซึ่งสามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง
Masdar ระบุว่าโครงการนี้เป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนระดับกิกะสเกลแบบ “รอบนาฬิกา” แห่งแรกของโลก โดยพิธีเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 และมี Sheikh Theyab bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ชุดแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025
และโครงการตั้งเป้าเริ่มเดินเครื่องในปี 2027
ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงการไฟฟ้าสะอาดที่จ่ายได้ตลอดเวลามีความสำคัญมากขึ้น
ข้อตกลงของ BYD ครอบคลุมระบบ BESS ขนาด 11.275 GWh ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของความจุแบตเตอรี่ทั้งหมด 19 GWh ในโครงการ RTC
ตัวเลข 11.275 GWh เป็นตัวเลขละเอียดที่ปรากฏในรายงานข่าวการเงินและพลังงานภาษาจีน ขณะที่พาดหัวข่าวบางแห่งอาจปัดเศษเป็น 11.3 GWh รายงานของ Sohu ระบุว่า BYD เป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันกักเก็บพลังงานรายสำคัญ” ของโครงการ
เมื่อเทียบกับความจุรวม 19 GWh แล้ว ดีลนี้สะท้อนว่า BYD ไม่ได้เข้าร่วมในฐานะผู้จัดหาอุปกรณ์รายย่อย แต่มีบทบาทกับระบบจัดเก็บพลังงานส่วนใหญ่ของโครงการขนาดใหญ่แห่งนี้
โครงสร้างผู้จัดหาระบบกักเก็บพลังงานของโครงการยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากมีการประกาศชื่อบริษัทในช่วงเวลาต่างกัน
CATL เคยได้รับการประกาศให้เป็นผู้จัดหาระบบ BESS ที่ได้รับเลือกในเบื้องต้น เมื่อ Masdar เปิดตัวโครงการในช่วง Abu Dhabi Sustainability Week เดือนมกราคม 2025 ต่อมา Sungrow ได้รับคำสั่งซื้อขนาด 7.5 GWh ในเดือนพฤษภาคม 2026
หากนำความจุที่รายงานของ BYD และ Sungrow มารวมกัน จะได้ 18.775 GWh ซึ่งใกล้เคียงกับความจุรวม 19 GWh ของโครงการ อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่า CATL ถูกแทนที่ ปรับลดบทบาท หรือยังมีส่วนร่วมในโครงสร้างผู้จัดหาขั้นสุดท้ายร่วมกับทั้งสองบริษัท
ความร่วมมือกับ Masdar ไม่ใช่ดีลเดี่ยว ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันธุรกิจกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ หรือ stationary energy storage ให้กลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตอีกด้านของ BYD นอกเหนือจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
ช่วงต้นปี 2025 BYD Energy Storage เซ็นสัญญากับ Saudi Electricity Company (SEC) เพื่อจัดหาระบบ BESS ระดับโครงข่ายขนาด 12.5 GWh ซึ่งในเวลาที่ลงนามถือเป็นหนึ่งในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โครงการแบ่งออกเป็น 5 แห่ง ได้แก่ ริยาด ไกซูมาห์ ดาวาดมี อัลจูฟ และราบิก โดยแต่ละแห่งมีขนาด 500 MW / 2,500 MWh เมื่อรวมกับโครงการเดิมขนาด 2.6 GWh ความร่วมมือระหว่าง BYD กับ SEC จะมีความจุรวม 15.1 GWh
BYD เริ่มขนส่งอุปกรณ์สำหรับโครงการนี้จากท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ในเขตปกครองตนเองกว่างซีของจีนเมื่อเดือนเมษายน 2025 และมีเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2027–2028
เบื้องหลังการรับงานโครงการขนาดใหญ่ของ BYD คือระบบกักเก็บพลังงานรุ่นใหม่ชื่อ Haohan หรือ Hao Hang ซึ่งเปิดตัวในเดือนกันยายน 2025
จุดเด่นที่ BYD ระบุ ได้แก่
BYD ระบุว่าบริษัทจัดส่งระบบ BESS ทั่วโลกราว 60 GWh ในปี 2025 คิดเป็นประมาณ 13% ของตลาดโลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจแบตเตอรี่ของ BYD กำลังขยายจากการเป็นซัพพลายเออร์สำหรับรถยนต์ไปสู่การรับบทเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้า
ดีล 11.275 GWh ในอาบูดาบี โครงการ 12.5 GWh ในซาอุดีอาระเบีย และการเปิดตัว Haohan ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ BYD กำลังเร่งสร้างธุรกิจกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ให้เป็นเสาหลักที่สองถัดจากรถยนต์ไฟฟ้า
ตะวันออกกลางจึงกลายเป็นตลาดต่างประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายธุรกิจ stationary storage ของ BYD เพราะภูมิภาคนี้มีทั้งศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูง แผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ และความต้องการระบบไฟฟ้าที่มั่นคงสำหรับเมือง อุตสาหกรรม และศูนย์ข้อมูล
หากโครงการ RTC เดินหน้าได้ตามเป้าหมายในปี 2027 อาบูดาบีจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าโซลาร์และแบตเตอรี่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบไฟฟ้าสะอาดแบบต่อเนื่องในระดับกิกะวัตต์ได้จริงหรือไม่