เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ที่ประชุมรัฐสภายุโรปได้ลงมติด้วยคะแนน 416 ต่อ 169 เสียง (งดออกเสียง 22 เสียง) เพื่อรับรองอำนาจการเจรจา (negotiating mandate) สำหรับชุดกฎหมายว่าด้วย Digital Euro ซึ่งต่อจากนี้ สภาจะสามารถเข้าสู่การเจรจาแบบไตรภาคี (trilogue negotiations) ร่วมกับคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the EU) และคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพื่อสรุปเนื้อหากฎหมายฉบับสุดท้าย
คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธาน ECB ให้สัมภาษณ์กับ Euronews หลังจากนั้นว่า “ขอให้ดิฉันได้ฉลองกับความจริงที่ว่ารัฐสภาได้รับรองอำนาจการเจรจาครั้งนี้อย่างท่วมท้น”
ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดในการเจรจาไตรภาคีที่กำลังจะมาถึง คือ “รูปแบบค่าชดเชย (compensation model)” สำหรับธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงิน (Payment Service Providers หรือ PSPs) ที่จะเป็นผู้จัดจำหน่าย Digital Euro ให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
ภายใต้อำนาจการเจรจาของรัฐสภา Digital Euro ถูกออกแบบมาให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดย ECB (Central Bank Digital Currency - CBDC) ซึ่งจะมาเสริม ไม่ได้มาแทนที่เงินสด โดยคุณสมบัติสำคัญมีดังนี้:
แรงจูงใจหลักประการหนึ่งของ Digital Euro คือการเสริมสร้างอธิปไตยทางการเงินของยุโรปและความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการชำระเงิน Digital Euro จะ “เสนอวิธีชำระเงินที่เป็นส่วนตัว ปลอดภัย และสร้างสรรค์แก่ประชาชนและธุรกิจ ในขณะที่ลดการพึ่งพาผู้ให้บริการนอกสหภาพยุโรป” ซึ่งหมายถึงเครือข่ายบัตรของสหรัฐฯ อย่าง Visa และ Mastercard ที่ครองตลาดการชำระเงินค้าปลีกในยุโรป
สำนักข่าว Reuters รายงานในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า ความคิดริเริ่มนี้มีเป้าหมายในการ “ทำให้ยูโรโซนพึ่งพาบัตรเครดิตของสหรัฐฯ น้อยลง ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเริ่มเปราะบาง” เจ้าหน้าที่ ECB อธิบายว่า โปรเจกต์นี้จำเป็นต่อ “การเสริมสร้างอธิปไตยทางการเงินของสหภาพยุโรป ลดความแตกแยกในการชำระเงินค้าปลีก และสนับสนุนบทบาทระหว่างประเทศของเงินยูโร” Digital Euro จะช่วยให้ PSPs ในยุโรปมี “ทางเลือกอื่นที่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมโครงสร้างหรือค่าดำเนินการ” ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับเครือข่ายของสหรัฐฯ