รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าหมายให้มีการนำ AI มาใช้ในภาคส่วนสำคัญถึง 70% ภายในปี 2027 สร้างแรงกดดันให้บริษัทต่างๆ เร่งปรับเปลี่ยนระบบอัตโนมัติ ทางด้าน Citibank ประเมินว่า 9.6% ของตำแหน่งงานทั้งหมดในจีน หรือประมาณ 70 ล้านตำแหน่ง มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วย AI นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพนักงานด้านเทคโนโลยีในจีนประมาณ 78,000 คนได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างที่ขับเคลื่อนโดย AI ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026
แรงต้านทางกฎหมายเริ่มปรากฏชัด ในเดือนเมษายน 2026 ศาลประชาชนชั้นกลางแห่งเมืองหางโจว (Hangzhou Intermediate People's Court) ได้มีคำตัดสินที่สำคัญว่า บริษัทต่างๆ ไม่สามารถไล่พนักงานออกเพียงเพราะระบบ AI สามารถทำงานเดียวกันได้ดีกว่า ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานระดับประเทศ ต่อมา ศาลในกรุงปักกิ่งก็ได้มีคำตัดสินในลักษณะเดียวกัน โดยจัดว่า การแทนที่มนุษย์ด้วย AI เป็นเหตุผลที่ผิดกฎหมายในการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานจีน (Labour Contract Law) คำตัดสินทั้งสองยืนยันว่า ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถโยนความเสี่ยงจากการพัฒนาเทคโนโลยีตามปกติไปให้กับพนักงานได้
อินเดียครองอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ในด้านการเลิกจ้างพนักงานเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยคิดเป็นสัดส่วน 7.16% ของการเลิกจ้างทั่วโลก คาดว่าตำแหน่งงานมากถึง 35,000 ตำแหน่งในภาคเทคโนโลยีและบริการซอฟต์แวร์ของอินเดียอาจถูกยกเลิกในปี 2026 เพียงปีเดียว ขณะที่บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นอันดับแรก บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Oracle, Amazon, Meta และ Flipkart ต่างก็ดำเนินการเลิกจ้างในอินเดีย โดยอ้างถึงระบบอัตโนมัติของ AI เป็นปัจจัยหนึ่ง
ภายในอินเดีย ภาคการศึกษามีสัดส่วนการเลิกจ้างที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงที่สุดที่ 21.67% รองลงมาคือภาคการเงินที่ 14.73% บทบาทงานด้านไอทีแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะที่บริษัทอย่าง TCS, Infosys และ Oracle กำลังหดตัวลง
หัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้คือ แนวโน้มเดียวกันที่กำลังกำจัดตำแหน่งงาน กลับกำลังสร้างสงครามแย่งชิงบุคลากรด้าน AI ที่ดุเดือด
| ปัจจัย | จีน | อินเดีย |
|---|---|---|
| กลไกหลัก | การลดสัญญาจ้าง, การหยุดรับสมัครเด็กจบใหม่, การปล่อยให้ลาออกตามธรรมชาติ | การออกจากงานโดยอิงผลงาน, การเลื่อนวันเริ่มงาน, การเลิกจ้างเงียบ |
| สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ | ศาลตัดสินว่าการแทนที่ด้วย AI เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ; ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลหากลดพนักงานเกิน 10% | |
| ขนาดของความเสี่ยง | 70 ล้านตำแหน่งงานมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วย AI ; พนักงานด้านเทคโนโลยี 78,000 คนได้รับผลกระทบในปี 2026 | ตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยี 35,000 ตำแหน่งอาจถูกเลิกจ้างในปี 2026 ; มีการลดตำแหน่งงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่งในระบบนิเวศไอทีทั้งหมด |
| แนวโน้มการจ้างงาน AI | การจ้างบุคลากรด้าน AI เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงมีช่องว่างด้านบุคลากรภายในประเทศ | การจ้างงาน AI เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่การจ้างงานด้านเทคโนโลยีโดยรวมลดลง 3% |
| ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด | เทคโนโลยี, โฆษณา, ความบันเทิง | การศึกษา (21.67%), การเงิน (14.73%) |
โดยสรุป: ทั้งจีนและอินเดียกำลังประสบปัญหาการแบ่งแยกโครงสร้างแรงงาน โดยตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีทั่วไปกำลังถูกกำจัดอย่างเงียบๆ ด้วย AI ในขณะที่ตำแหน่งงานด้านวิศวกรรมและการวิจัย AI เฉพาะทางกลับกำลังเฟื่องฟู แนวทางของจีนถูกควบคุมโดยนโยบายคุ้มครองงานของรัฐและคำตัดสินของศาลที่ทำให้การไล่พนักงานออกเพื่อใช้ AI แทนที่กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในขณะที่การเลิกจ้างในอินเดียเป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าและมีการควบคุมน้อยกว่า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคธุรกิจบริการเอาท์ซอร์สด้านไอทีขนาดใหญ่ของประเทศ ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันที่เกิดขึ้นร่วมกันคือ การเลิกจ้างที่ทำสถิติสูงสุดในด้านหนึ่ง และการแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอีกด้านหนึ่ง
รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าหมายให้มีการนำ AI มาใช้ในภาคส่วนสำคัญถึง 70% ภายในปี 2027 สร้างแรงกดดันให้บริษัทต่างๆ เร่งปรับเปลี่ยนระบบอัตโนมัติ ทางด้าน Citibank ประเมินว่า 9.6% ของตำแหน่งงานทั้งหมดในจีน หรือประมาณ 70 ล้านตำแหน่ง มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วย AI นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพนักงานด้านเทคโนโลยีในจีนประมาณ 78,000 คนได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างที่ขับเคลื่อนโดย AI ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026
แรงต้านทางกฎหมายเริ่มปรากฏชัด ในเดือนเมษายน 2026 ศาลประชาชนชั้นกลางแห่งเมืองหางโจว (Hangzhou Intermediate People's Court) ได้มีคำตัดสินที่สำคัญว่า บริษัทต่างๆ ไม่สามารถไล่พนักงานออกเพียงเพราะระบบ AI สามารถทำงานเดียวกันได้ดีกว่า ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานระดับประเทศ ต่อมา ศาลในกรุงปักกิ่งก็ได้มีคำตัดสินในลักษณะเดียวกัน โดยจัดว่า การแทนที่มนุษย์ด้วย AI เป็นเหตุผลที่ผิดกฎหมายในการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานจีน (Labour Contract Law) คำตัดสินทั้งสองยืนยันว่า ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถโยนความเสี่ยงจากการพัฒนาเทคโนโลยีตามปกติไปให้กับพนักงานได้
อินเดียครองอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ในด้านการเลิกจ้างพนักงานเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยคิดเป็นสัดส่วน 7.16% ของการเลิกจ้างทั่วโลก คาดว่าตำแหน่งงานมากถึง 35,000 ตำแหน่งในภาคเทคโนโลยีและบริการซอฟต์แวร์ของอินเดียอาจถูกยกเลิกในปี 2026 เพียงปีเดียว ขณะที่บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นอันดับแรก บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Oracle, Amazon, Meta และ Flipkart ต่างก็ดำเนินการเลิกจ้างในอินเดีย โดยอ้างถึงระบบอัตโนมัติของ AI เป็นปัจจัยหนึ่ง
ภายในอินเดีย ภาคการศึกษามีสัดส่วนการเลิกจ้างที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงที่สุดที่ 21.67% รองลงมาคือภาคการเงินที่ 14.73% บทบาทงานด้านไอทีแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะที่บริษัทอย่าง TCS, Infosys และ Oracle กำลังหดตัวลง
หัวใจสำคัญของความขัดแย้งนี้คือ แนวโน้มเดียวกันที่กำลังกำจัดตำแหน่งงาน กลับกำลังสร้างสงครามแย่งชิงบุคลากรด้าน AI ที่ดุเดือด
| ปัจจัย | จีน | อินเดีย |
|---|---|---|
| กลไกหลัก | การลดสัญญาจ้าง, การหยุดรับสมัครเด็กจบใหม่, การปล่อยให้ลาออกตามธรรมชาติ | การออกจากงานโดยอิงผลงาน, การเลื่อนวันเริ่มงาน, การเลิกจ้างเงียบ |
| สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ | ศาลตัดสินว่าการแทนที่ด้วย AI เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ; ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลหากลดพนักงานเกิน 10% | |
| ขนาดของความเสี่ยง | 70 ล้านตำแหน่งงานมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วย AI ; พนักงานด้านเทคโนโลยี 78,000 คนได้รับผลกระทบในปี 2026 | ตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยี 35,000 ตำแหน่งอาจถูกเลิกจ้างในปี 2026 ; มีการลดตำแหน่งงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่งในระบบนิเวศไอทีทั้งหมด |
| แนวโน้มการจ้างงาน AI | การจ้างบุคลากรด้าน AI เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงมีช่องว่างด้านบุคลากรภายในประเทศ | การจ้างงาน AI เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่การจ้างงานด้านเทคโนโลยีโดยรวมลดลง 3% |
| ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด | เทคโนโลยี, โฆษณา, ความบันเทิง | การศึกษา (21.67%), การเงิน (14.73%) |
โดยสรุป: ทั้งจีนและอินเดียกำลังประสบปัญหาการแบ่งแยกโครงสร้างแรงงาน โดยตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีทั่วไปกำลังถูกกำจัดอย่างเงียบๆ ด้วย AI ในขณะที่ตำแหน่งงานด้านวิศวกรรมและการวิจัย AI เฉพาะทางกลับกำลังเฟื่องฟู แนวทางของจีนถูกควบคุมโดยนโยบายคุ้มครองงานของรัฐและคำตัดสินของศาลที่ทำให้การไล่พนักงานออกเพื่อใช้ AI แทนที่กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในขณะที่การเลิกจ้างในอินเดียเป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าและมีการควบคุมน้อยกว่า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคธุรกิจบริการเอาท์ซอร์สด้านไอทีขนาดใหญ่ของประเทศ ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันที่เกิดขึ้นร่วมกันคือ การเลิกจ้างที่ทำสถิติสูงสุดในด้านหนึ่ง และการแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอีกด้านหนึ่ง
| การคุ้มครองทางกฎหมายน้อยมาก; เป็นไปตามกลไกตลาด |
| การคุ้มครองทางกฎหมายน้อยมาก; เป็นไปตามกลไกตลาด |