วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 14 มกราคม เจ้าหน้าที่ศุลกากรจีนแจ้งกับตัวแทนว่าชิป H200 ไม่สามารถนำเข้าได้ ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับการอนุมัติของสหรัฐฯ นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของจีนยังเรียกประชุมกับบริษัทเทคฯ ในประเทศเพื่อไม่ให้ซื้อชิปดังกล่าว สถานการณ์ถึงทางตันทันที: สหรัฐฯ อนุญาตส่งออก แต่จีนปิดกั้นการนำเข้า
แม้จะมีการปิดกั้นจากศุลกากร แต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทางการจีนก็ส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลง:
แม้จะมีการอนุมัติเหล่านี้ แต่ตลอดหลายเดือนก็ยังไม่มีชิป H200 ถูกจัดส่งจริง:
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 เว็บไซต์ The Information รายงาน และรอยเตอร์ยืนยันว่า จีนกำลังวางแผนอนุญาตให้บริษัท AI ชั้นนำซื้อชิป Nvidia H200 ในจำนวนจำกัด รายละเอียดสำคัญ:
ตลอดปี 2026 จีนได้ส่งเสริมชิปที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ ชิป Ascend ของ Huawei ไปพร้อมกัน เพื่อเป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม ชิปในประเทศเหล่านี้ประสบปัญหาด้านผลผลิต (yield) และประสิทธิภาพ ช่องว่างด้านสมรรถนะกับ H200 ของ Nvidia จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนต้องเปิดทางนำเข้าชิปต่างประเทศอย่างจำกัด
รายงานจาก วันที่ 31 ธันวาคม 2025 / 1 มกราคม 2026 แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานอย่างมหาศาล:
ข้อมูลสำคัญ: ที่ราคาชิปละ 27,000 ดอลลาร์ คำสั่งซื้อ 2 ล้านชิ้นนี้มีมูลค่าประมาณ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสินค้าคงคลัง 700,000 ชิ้นที่มีมูลค่าประมาณ 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ Nvidia ได้ดำเนินการที่ผิดปกติ ในเดือนมกราคม 2026 มีรายงานว่าบริษัทกำหนดให้ลูกค้าจีนต้อง ชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน สำหรับคำสั่งซื้อ H200 โดยไม่มีสิทธิ์ยกเลิก คืนเงิน หรือเปลี่ยนแปลงรายการ — เป็นมาตรการเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของกระบวนการอนุมัติของจีน
เรื่องราวของ H200 เป็นลูกโซ่ของสัญญาณที่ขัดแย้งกัน: สหรัฐฯ อนุมัติส่งออกในเดือนมกราคม แต่ศุลกากรจีนสั่งห้ามนำเข้าทันที จีนออกใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไขให้กับบางบริษัท แต่ตลอดหลายเดือนก็ไม่มีการจัดส่งเกิดขึ้นจริง และในที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2026 จีนก็เตรียมอนุญาตให้ซื้อได้ในวงจำกัดภายใต้เพดานที่เข้มงวด ในขณะเดียวกัน บริษัทจีนได้สั่งซื้อชิป H200 มากกว่า 2 ล้านชิ้น ในราคาประมาณ 27,000 ดอลลาร์ต่อชิ้น ในขณะที่มีอุปทานเพียง 700,000 ชิ้น และช่องว่างนี้เองที่ทำให้จีนต้องหันกลับมาแม้จะยังคงผลักดันทางเลือกในประเทศอย่างชิปของ Huawei ต่อไป