รัสเซียใช้โดรน FPV สายใยแก้วนำแสงบน 90% ของภารกิจโจมตีในเขตคาร์คิฟ โดยขดสายยาวถึง 50 กิโลเมตร ทำให้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ไร้ผลและเปลี่ยนแปลงสมรภูมิ รัสเซียดัดแปลงโดรนปีกตรึง Molniya ให้ควบคุมด้วยสายใยแก้ว แม้พิสัยและน้ำหนักบรรทุกจะลดลง แต่แลกมาด้วยการป้องกันการรบกวนสัญญาณ ยูเครนและนาโตกำลังพัฒนาเทคโนโลยีตอบโต้แบบเ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What are the latest developments in Russia's use of fiber-optic drones in the war against Ukraine. Article summary: Here is a verified, sourced breakdown of the latest developments.. Topic tags: general, general web, news, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
รัสเซียใช้โดรน FPV (first-person view) แบบมีสายใยแก้วนำแสง (fiber-optic) ในสงครามยูเครนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 90% ของภารกิจโดรนโจมตีในเขตคาร์คิฟ โดรนเหล่านี้ไม่มีสัญญาณวิทยุให้รบกวน จึงใช้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ตามปกติไม่ได้ พวกมันสามารถบินเข้าถึงใจกลางเมืองและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้อย่างแม่นยำ บทความนี้รวบรวมข้อมูลล่าสุดที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การโจมตีสถานีบริการน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2026 ไปจนถึงมาตรการที่ยูเครนกำลังใช้ตอบโต้
ในช่วงเย็นของวันที่ 2 กรกฎาคม โดรน FPV ของรัสเซียโจมตีสถานีบริการน้ำมันในเขต Kyivskyi ของเมืองคาร์คิฟ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย รวมถึงเด็กอายุ 7 ขวบ การโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้ หัวจ่ายน้ำมัน ด้านหน้าสถานี และรถยนต์คันหนึ่งเสียหาย
ในวันถัดมา (3 กรกฎาคม) ก็มีการโจมตีด้วยโดรนอีกครั้งที่สถานีบริการน้ำมันในเขตเดียวกัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเกิดเพลิงไหม้ ตามรายงานของนายกเทศมนตรีคาร์คิฟ Ihor Terekhov
การโจมตีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น
กองทัพรัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงของยูเครนในคาร์คิฟและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบในช่วงเวลาต่อเนื่อง:
ณ เดือนพฤษภาคม 2026 กองทัพรัสเซียใช้โดรน FPV แบบสายใยแก้วนำแสงในประมาณ 90% ของภารกิจโดรนโจมตีในเขตคาร์คิฟ ตามคำบอกเล่าของ Serhii Lavrentiev นักบินโดรนจากกองพล Forpost ของยูเครน นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากโดรนที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ
การโจมตีด้วยโดรน FPV สายใยแก้วครั้งแรกในเมืองคาร์คิฟถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 โดยโดรนพุ่งชนต้นไม้ในเขต Kyivskyi
แหล่งข่าวในยูเครนรายงานว่ากองทัพรัสเซียกำลังใช้ขดสายใยแก้วนำแสงยาวถึง 50 กม. ทำให้สามารถโจมตีลึกเข้าไปในเขตเมืองได้ ขณะที่ยังคงทนทานต่อการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2025 ขดสายโดยทั่วไปยาว 20 หรือ 30 กม. การเพิ่มขึ้นเป็น 50 กม. แสดงถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Mykhailo Fedorov รองนายกรัฐมนตรีคนแรกของยูเครน ยืนยันกับ Business Insider ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่ารัสเซียกำลังใช้งานโดรนสายใยแก้วพิสัย 50 กม.
รัสเซียดัดแปลงโดรนปีกตรึง Molniya ให้ควบคุมด้วยสายใยแก้วนำแสง นับเป็นโดรนปีกตรึงขนาดใหญ่ลำแรกที่ป้องกันการรบกวนสัญญาณได้ รายงานจากเดือนกันยายน 2025 ระบุว่า Molniya แบบมีสายใยแก้วจะรบกวนสัญญาณได้ยากขึ้น แต่แลกกับพิสัยและน้ำหนักบรรทุกที่ลดลง Molniya มาตรฐานมีพิสัยประมาณ 50–60 กม. และน้ำหนักบรรทุกประมาณ 6.5–8 กก. มักบรรทุกหัวรบ RPG-7 หรือทุ่นระเบิดต่อสู้รถถัง TM-62
รุ่นเสริมสมรรถนะที่เรียกว่า Molniya-13 เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2026 ที่งาน Belarus National Security Exhibition มีโครงสร้างขนาดใหญ่ขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว และน้ำหนักบรรทุก 13 กก. มากกว่า Molniya-2 ฐานถึงสองเท่า
หมายเหตุ: แม้รายงานจากโอเพนซอร์สจะยืนยันว่ารัสเซียกำลังพัฒนาและใช้งาน Molniya แบบสายใยแก้วสำหรับการประเมินการรบอยู่ แต่ข้อกล่าวอ้างเรื่อง "โดรนปีกตรึงสายใยแก้วลำแรก" ที่เป็น "อะนาล็อกของ Molniya ที่มีพิสัย 50 กม. และน้ำหนักบรรทุก 6.5–8 กก. ที่กำลังสร้างเพื่อการประเมินผลการรบ" ไม่ได้รับการยืนยันโดยตรง จากแหล่งข้อมูลเดียวที่มีอำนาจในผลการค้นหา หลักฐานที่ใกล้เคียงที่สุดคือการดัดแปลง Molniya แบบสายใยแก้วที่ได้รับการยืนยันแล้ว (ใช้งานอยู่แล้ว)
และสเปกพื้นฐานของ Molniya ที่ตรงตามพารามิเตอร์ดังกล่าว
โดรนสายใยแก้วนำแสงไม่สามารถถูกรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น การทำลายทางกายภาพจึงเป็นมาตรการตอบโต้หลัก กลยุทธ์ปัจจุบันอาศัยการป้องกันทางกายภาพแบบเป็นชั้น เนื่องจากยังไม่มีโซลูชันเดียวที่ปรับขนาดได้
สถาบัน Lowy รายงานว่าปืนลูกซองเป็นตัวเลือกที่พิสูจน์แล้วในสนามรบสำหรับยิงโดรนสายใยแก้วตก หน่วยของยูเครนยังใช้ทีมยิงปืนเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทางกายภาพอีกด้วย
ทางการคาร์คิฟกำลังติดตั้งตาข่ายเหนือทางหลวงตอนเหนือของเมืองเพื่อดักจับโดรนสายใยแก้วโดยเฉพาะ NPR ยืนยันว่ามีการใช้ตาข่ายในวงกว้างมากขึ้น โดยรัฐบาลยูเครนวางแผนติดตั้งตาข่ายดักโดรนยาวประมาณ 2,500 ไมล์ตามเส้นทางแนวหน้าภายในสิ้นปี 2026
ตาข่ายเหล่านี้จะพันโดรนทางกายภาพ ทำให้ใบพัดหยุดหมุน
บริษัท U-FORCE ของยูเครนพัฒนาระบบ "Barrier UF" ซึ่งตัดสายใยแก้วนำแสงทางกายภาพ ทำให้โดรนขาดการติดต่อกับผู้ควบคุม ระบบนี้ถูกติดตั้งในระยะสูงสุด 500 เมตรจากตำแหน่งที่ต้องการป้องกัน
โดรนสกัดกั้นกลายเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้เชิงรุกที่คุ้มค่าที่สุดต่อภัยคุกคามจากโดรน เป็นโซลูชันเชิงกายภาพที่สามารถเข้าโจมตีโดรนสายใยแก้วได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจจับสัญญาณวิทยุ
ป้อมยิงอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมเซ็นเซอร์เรดาร์และกล้องกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ยังมีราคาแพงและยังไม่ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง นาโตยังได้เปิดตัวโครงการนวัตกรรม (Innovation Challenge) เพื่อหาโซลูชันที่ปรับขนาดได้สำหรับการตรวจจับ ติดตาม และทำให้โดรน FPV สายใยแก้วเป็นกลาง
ข้อสรุป: ยังไม่มีมาตรการตอบโต้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้ผล กลยุทธ์ปัจจุบันอาศัยการป้องกันทางกายภาพแบบเป็นชั้น — ตาข่าย ปืนลูกซอง เครื่องตัดสาย และโดรนสกัดกั้น — ผนวกกับการพรางตัวและการกระจายกำลังของทรัพย์สิน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รัสเซียใช้โดรน FPV สายใยแก้วนำแสงบน 90% ของภารกิจโจมตีในเขตคาร์คิฟ โดยขดสายยาวถึง 50 กิโลเมตร ทำให้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ไร้ผลและเปลี่ยนแปลงสมรภูมิ
รัสเซียใช้โดรน FPV สายใยแก้วนำแสงบน 90% ของภารกิจโจมตีในเขตคาร์คิฟ โดยขดสายยาวถึง 50 กิโลเมตร ทำให้ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ไร้ผลและเปลี่ยนแปลงสมรภูมิ รัสเซียดัดแปลงโดรนปีกตรึง Molniya ให้ควบคุมด้วยสายใยแก้ว แม้พิสัยและน้ำหนักบรรทุกจะลดลง แต่แลกมาด้วยการป้องกันการรบกวนสัญญาณ
ยูเครนและนาโตกำลังพัฒนาเทคโนโลยีตอบโต้แบบเร่งด่วน เช่น ป้อมยิงอัตโนมัติด้วย AI และระบบเรดาร์ แต่ในปัจจุบัน การใช้สิ่งกีดขวางทางกายภาพและอาวุธขนาดเล็กยังเป็นแนวป้องกันหลัก