De Beers ลดราคาเพชรดิบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีถึง 10 15% หลังจากพยายามตรึงราคามานานกว่าปี ท่ามกลางวิกฤตอุปสงค์ที่ยืดเยื้อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเพชร ความต้องการเพชรในจีนหดตัวกว่า 50% ในปี 2025 โดยตลาดเพชรธรรมชาติในจีนลดลงจาก 1 แสนล้านหยวน (14,000 ล้านดอลลาร์) ในปี 2021 เหลือ 4.3 หมื่นล้านหยวน (6,...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What prompted De Beers' deepest diamond price cuts in years, and how do the scale of the reductio. Article summary: Here is the integrated picture of De Beers' crisis, with all claims sourced.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
De Beers บริษัทเพชรอายุ 138 ปี ที่ครั้งหนึ่งเคยควบคุมตลาดเพชรดิบทั่วโลกถึง 90% กำลังเผชิญวิกฤตร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ในเดือนมกราคม 2026 บริษัทได้ประกาศลดราคาเพชรดิบอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบกว่าปี ทิ้งกลยุทธ์การพยุงราคาที่ยึดถือมานานท่ามกลางอุปสงค์ที่ถดถอยลง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการยอมรับว่าโมเดลการกำหนดราคาแบบเดิมของบริษัทไม่สามารถยืนหยัดได้อีกต่อไปท่ามกลางพายุวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง
De Beers ถูกบีบให้ต้องดำเนินการหลังจากอุปสงค์หดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวงการอุตสาหกรรมกล่าวว่าเป็นหนึ่งในภาวะตกต่ำที่ยืดเยื้อและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เพชรยุคใหม่ บริษัทพยายามตรึงราคามานานกว่าปีด้วยการเสนอความยืดหยุ่นให้ลูกค้าและสิทธิ์ในการปฏิเสธสินค้า แต่เมื่อถึงปลายปี 2024 แนวทางดังกล่าวก็กลายเป็นไม่ยั่งยืน รายงานจากอุตสาหกรรมชี้ไปที่สามปัจจัยหลัก: การปรับตัวหลังยุคโควิด, การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน, และการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ (Lab-Grown Diamonds)
การลดราคาครั้งนี้รุนแรงและมีหลายระดับ:
ในระหว่างเดือนมีนาคม–กรกฎาคม 2026 De Beers ได้ลดจำนวนผู้ซื้อรายใหญ่ระดับพรีเมียมจากประมาณ 70 ราย เหลือระหว่าง 45-50 ราย ซึ่งเป็นการลดลงประมาณหนึ่งในสาม และถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัท การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อรวมอุปทานไปยังผู้ซื้อที่แข็งแกร่งและมีเครดิตดีที่สุด ขณะที่ De Beers ก็ลดการผลิตเพชรของตัวเองไปพร้อมกัน
มีผู้ซื้อรายใหญ่อีกประมาณ 10 รายที่สูญเสียการจัดสรรเพชรทั้งหมดในปี 2025 โดยยังคงสถานะไว้แต่ไม่ได้รับอุปทานที่รับประกัน
การปรับลดครั้งนี้ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่สัดส่วนนับตั้งแต่ระบบการขายแบบ "sight" ถูกนำมาใช้ในปี 1934 การลดครั้งสำคัญครั้งก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2001 เมื่อบริษัทลดจำนวนผู้ซื้อรายใหญ่ลงครึ่งหนึ่ง
จีนซึ่งเคยเป็นตลาดเพชรที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ความต้องการเพชรลดลงมากถึง 50% ในปี 2025 โดยอินเดียแซงหน้าจีนขึ้นมาเป็นอันดับสอง ตลาดเพชรธรรมชาติในจีนหดตัวจากระดับ 1 แสนล้านหยวน (ประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2021 เหลือเพียง 4.3 หมื่นล้านหยวน (6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2024 หรือลดลงถึง 57%
ทองคำเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่วนแบ่งของทองคำในการค้าปลีกเครื่องประดับในจีนเพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2021 เป็น 73% ในปี 2024 ในขณะที่เพชรหดตัวจาก 14% เหลือเพียง 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยส่วนบุคคลโดยรวมของจีนหดตัว 3-5% ในปี 2025 หลังจากลดลง 18-20% ในปี 2024
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือจำนวนการจดทะเบียนสมรสในจีนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยลดลงเหลือ 6.1 ล้านครั้งในปี 2024 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลง 20.5% จากปี 2023 เนื่องจากแหวนหมั้นเพชรมีความเชื่อมโยงกับประเพณีการแต่งงาน การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์นี้จึงส่งผลโดยตรงต่อความต้องการ
ราคาเพชรสังเคราะห์ (LGD) ลดลงประมาณ 90% ในระดับค้าส่ง ใกล้เคียงกับโมเดลต้นทุนบวกกำไร และทำให้ตลาดส่วนล่างท่วมท้นไปด้วยเพชรราคาถูก บริษัทเองก็ยอมรับความพ่ายแพ้ในหมวดนี้: De Beers ประกาศในเดือนพฤษภาคม 2025 ว่าจะปิดแบรนด์เครื่องประดับเพชรสังเคราะห์ Lightbox ของตน
"มูลค่าของเพชรสังเคราะห์ในเครื่องประดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานเหล่านี้กับเพชรธรรมชาติ" De Beers กล่าวในแถลงการณ์ที่ประกาศปิดตัว Lightbox นับตั้งแต่ปี 2018 ราคาขายส่งเพชรสังเคราะห์ขนาด 1-2 กะรัตลดลงเกือบ 90%
ในขณะที่เพชรสังเคราะห์ครองส่วนแบ่งตลาดในแง่ของปริมาณ แต่ส่วนแบ่งมูลค่ายังค่อนข้างน้อย — ประมาณ 15% ของยอดขายเพชรของร้านอัญมณีอิสระในปี 2025 เทียบกับ 85% ของเพชรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านราคาได้บีบอัตรากำไรทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานเพชรธรรมชาติ
รายงานของ New York Post ระบุถึง "การหยุดชะงักทางการค้า" ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบ นอกเหนือไปจากอุปสงค์ที่อ่อนแอและการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ ภาษีของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บจากอินเดีย — ผู้ส่งออกเพชรรายใหญ่ที่สุดของโลก — ได้เพิ่มความเจ็บปวดให้กับอุตสาหกรรมกลางน้ำที่กำลังดิ้นรนอยู่แล้ว
แหล่งข้อมูลในอุตสาหกรรมรายหนึ่งอ้างถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย (ปัจจุบันอยู่ที่ 60% จากเดิม 10%) ว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แม้ว่าข้อมูลภาษีในระดับละเอียดยังมีจำกัดในแหล่งข้อมูลที่มี
Anglo American อยู่ในช่วงท้ายของแผนการขาย De Beers ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ Duncan Wanblad ซีอีโอ การตัดสินใจขายเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 34,000 ล้านปอนด์จาก BHP คู่แข่ง
กระบวนการขายอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นในกลางปี 2025 หลังจากได้รับสัญญาณความสนใจจากหลายฝ่าย รวมถึงอดีตซีอีโอของ De Beers สองคน แองโกลาได้ยื่นข้อเสนอซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ Anglo ทั้งหมดในเดือนตุลาคม 2025 โดยแข่งขันกับบอตสวานาที่อยู่ใกล้เคียง
เส้นตายการยื่นข้อเสนอซื้อสิ้นสุดลงในวันที่ 16 เมษายน 2026 โดยยังคงมีการพิจารณาข้อเสนอจากกลุ่มพันธมิตร รวมถึงกลุ่มที่นำโดยอดีตซีอีโอของ De Beers อย่าง Gareth Penny ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการลงทุนของกาตาร์
การขายมีความยุ่งยากเนื่องจากความตึงเครียดกับรัฐบาลพันธมิตรในบอตสวานา แองโกลา และนามิเบีย
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า Anglo American อาจได้รับเพียงครึ่งเดียวของมูลค่า De Beers ที่เคยประเมินไว้ และรายงานของ Rapaport Research สรุปว่า "เกือบสองปีผ่านไปแล้วตั้งแต่ Anglo American ประกาศว่าจะขายหุ้น 85% ใน De Beers" ซึ่งตอกย้ำถึงความยากในการหาผู้ซื้อในราคาที่ยอมรับได้
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นปัญหาที่เสริมซึ่งกันและกัน
การล่มสลายของอุปสงค์สินค้าหรูในจีนและสงครามราคาจากเพชรสังเคราะห์ได้ทำลายฐานรายได้ที่เคยค้ำจุนโมเดลการตั้งราคาตายตัวของ De Beers สิ่งนี้บีบให้ต้องลดราคาครั้งใหญ่และเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ "ปรับสมดุลสต็อก" ซึ่งไปกัดกร่อนอัตรากำไร และนำไปสู่การปรับลดมูลค่าทรัพย์สินรวมกันถึง 7,800 ล้านดอลลาร์ เมื่อกระแสเงินสดตึงตัว De Beers ก็ลดจำนวนผู้ซื้อรายใหญ่ (sightholders) เพื่อรักษาเฉพาะผู้ซื้อที่แข็งแกร่งที่สุด — ลดลงจากประมาณ 70 ราย เหลือ 45-50 ราย — พร้อมๆ กับการลดกำลังการผลิตของตัวเอง
Anglo American ภายใต้แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นหลังจากความพยายามเทกโอเวอร์ของ BHP ล้มเหลว มีมติที่จะถอนตัวจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเพชรทั้งหมด แต่ภาวะตกต่ำเดียวกับที่กำลังทำลายความสามารถในการทำกำไรของ De Beers ก็ทำให้ราคาที่ผู้ซื้อจะจ่ายลดลงไปด้วย และทำให้การเจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นรัฐบาลมีความซับซ้อนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือการขายสินทรัพย์ที่มีมูลค่ากำลังลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภาษีและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์
De Beers รายงานผลขาดทุน 511 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยที่รายได้แทบไม่ขยับ แต่อัตรากำไรพังทลาย บริษัทที่สร้างการตลาดเพชรสมัยใหม่ด้วยคำขวัญ "A Diamond Is Forever" กำลังเผชิญกับการปรับราคาเชิงโครงสร้างของโมเดลธุรกิจทั้งหมดของตน ซึ่งไม่ว่าการตลาดจะดีแค่ไหนก็ไม่สามารถย้อนกลับได้อีกแล้ว
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
De Beers ลดราคาเพชรดิบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีถึง 10 15% หลังจากพยายามตรึงราคามานานกว่าปี ท่ามกลางวิกฤตอุปสงค์ที่ยืดเยื้อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเพชร
De Beers ลดราคาเพชรดิบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีถึง 10 15% หลังจากพยายามตรึงราคามานานกว่าปี ท่ามกลางวิกฤตอุปสงค์ที่ยืดเยื้อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเพชร ความต้องการเพชรในจีนหดตัวกว่า 50% ในปี 2025 โดยตลาดเพชรธรรมชาติในจีนลดลงจาก 1 แสนล้านหยวน (14,000 ล้านดอลลาร์) ในปี 2021 เหลือ 4.3 หมื่นล้านหยวน (6,000 ล้านดอลลาร์) ในปี 2024
เพชรสังเคราะห์ (Lab Grown Diamonds) ราคาถูกดิ่งลงถึง 90% จากระดับค้าส่ง ส่งผลให้ De Beers ต้องปิดตัวแบรนด์ Lightbox ของตัวเอง