เหรียญนี้เปิดตัวผ่าน Pump.fun แพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้ใช้สร้างโทเคนบน Solana ได้อย่างรวดเร็ว โดยนักพัฒนานิรนาม และตั้งชื่อตาม Ansem หรือ Zion Thomas (@blknoiz06) อินฟลูเอนเซอร์คริปโตที่มีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคนและเป็นที่รู้จักจากมุมมองเชิงบวกต่อ Solana
การพุ่งขึ้นของ ANSEM ไม่ได้เกิดจากข่าวเดียว แต่เป็นผลจากหลายแรงส่งที่มาประกอบกันในเวลาเดียวกัน
กล่าวง่าย ๆ คือ ตลาดไม่ได้ซื้อเพียงตัวเหรียญ แต่กำลังซื้อ “เรื่องเล่า” ว่าผู้ถืออาจได้รับผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียม และการที่ชื่อของ Ansem เข้ามาเกี่ยวข้องก็ทำให้เรื่องเล่านั้นแพร่กระจายได้เร็วขึ้น
จุดสำคัญที่มักถูกเข้าใจผิดคือ Ansem ไม่ใช่ผู้สร้าง The Black Bull เหรียญนี้ถูกเปิดตัวโดยนักพัฒนาจากชุมชนและตั้งชื่อเพื่อเชื่อมโยงกับตัวตนออนไลน์ของเขา
ท่าทีของ Ansem เปลี่ยนไปเป็นลำดับดังนี้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของแอร์ดรอปในตลาดมีมคอยน์ได้ชัดเจน: การแจกให้ “ชุมชน” ไม่ได้แปลว่าโทเคนจะกระจายอย่างทั่วถึงเสมอไป หากผู้รับรายใหญ่สามารถขายออกได้ทันที แรงซื้อที่ตั้งใจสร้างขึ้นก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาแทน
กระแสของ ANSEM ไม่ได้หยุดอยู่บน Solana เมื่อชื่อของ Ansem กลายเป็นจุดสนใจ ก็มีโทเคนหลายตัวที่ใช้ชื่อและภาพลักษณ์เดียวกันเกิดขึ้นตามมา ทั้งบน Solana และ BNB Chain ซึ่งเดิมมักถูกเรียกว่า Binance Smart Chain หรือ BSC
BSC News อธิบายว่า $ANSEM ไม่ได้หมายถึงเหรียญเดียว แต่เป็น “กลุ่มของมีมคอยน์ Solana ที่แข่งขันกัน” และโทเคนแต่ละตัวอาจถูกสร้างโดยนักพัฒนาคนละราย รายงานอีกฉบับระบุว่าการรับรองเหรียญของ Ansem รวมถึงแผนแอร์ดรอป เป็นตัวเร่งให้เกิดการสร้างเหรียญเลียนแบบ โดยอินฟลูเอนเซอร์รายอื่นพยายามทำตามรูปแบบเดียวกัน
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแส “Meme Season” บน BNB Chain ในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงปี 2026 โดยมีโทเคนจำนวนมากหยิบยืมชื่อ Binance หรือภาพจำของ Changpeng Zhao หรือ CZ มาใช้เป็นจุดขาย
ท่าทีของ Changpeng Zhao ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance ต่อโทเคนที่ใช้ชื่อหรือภาพลักษณ์ของเขามีความสม่ำเสมอ คือปฏิเสธความเกี่ยวข้องและเตือนให้ผู้ติดตามระวังการเก็งกำไร
โดยรวมแล้ว CZ แยกการพูดถึงกระแสมีมคอยน์ออกจากการรับรองเหรียญใดเหรียญหนึ่ง และเคยระบุว่าเขาไม่เคยซื้อมีมคอยน์ด้วยตัวเอง
ผู้สังเกตการณ์บางรายเรียกช่วงกลางปี 2026 ว่า “Meme Summer” เพราะมีมคอยน์กลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจอีกครั้ง แต่กรณี ANSEM ทำให้เกิดคำถามสำคัญหลายด้าน
The Black Bull ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเร่งที่ทำให้กิจกรรมบน Pump.fun ฟื้นตัวจากช่วงซบเซาหลายเดือน และจำนวนการเปิดตัวโทเคนรายวันบน Solana เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงใหม่ มีรายงานว่านักเทรดรายหนึ่งเห็นมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้น 193 ล้านดอลลาร์จาก ANSEM ภายในหนึ่งสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม จำนวนโทเคนที่เปิดตัวหรือปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่หลักฐานโดยตัวมันเองว่ามีการใช้งานจริงหรือมีมูลค่าพื้นฐานที่ยั่งยืน
เมื่อประมาณ 65% ของอุปทานถูกส่งไปยังกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับ Ansem การเคลื่อนไหวของผู้ถือรายใหญ่ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและสภาพคล่องอย่างมาก ความแตกต่างระหว่างมูลค่ากว่า 71 ล้านดอลลาร์ในกระเป๋าของ Ansem กับกำไรเพียง 5,500 ดอลลาร์ของผู้สร้างเหรียญ ยังสะท้อนว่าผลประโยชน์ในระบบไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม
การที่โทเคนส่วนใหญ่จากแอร์ดรอปถูกขายโดยกระเป๋าจำนวนไม่กี่ใบภายในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นว่า “การแจกให้ชุมชน” อาจสร้างแรงขายมากกว่าการถือระยะยาวได้
แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุว่า ANSEM ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ ทีมงาน โรดแมป หรือรายได้ที่ชัดเจน ราคาของเหรียญมีความผันผวนสูงมาก โดยเคลื่อนไหวตั้งแต่ประมาณ 0.13 ดอลลาร์ไปจนถึงระดับมูลค่าแบบ Fully Diluted Valuation หรือ FDV มากกว่า 350 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนถึงสัญญาณเสี่ยงแบบคลาสสิกของมีมคอยน์ เช่น อุปทานกระจุกตัว สภาพคล่องบาง และราคาที่แกว่งรุนแรง
เมื่อเหรียญที่ตั้งชื่อตามอินฟลูเอนเซอร์ประสบความสำเร็จ นักพัฒนารายอื่นก็มีแรงจูงใจสร้างเหรียญที่ใช้ชื่อเดียวกันหรือเลียนแบบกลไกแอร์ดรอป กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งบน Solana และ BNB Chain
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การพุ่งขึ้นของมีมคอยน์ในช่วง “Meme Summer” ขับเคลื่อนโดยการสร้างชุมชนจริงหรือโดยการจดจำชื่อบุคคลและแรงกลัวตกรถเป็นหลัก หากเป็นอย่างหลัง การปรับตัวขึ้นก็อาจเปราะบางและพลิกกลับได้รวดเร็ว
ANSEM เป็นตัวอย่างชัดเจนของพลังของชื่อเสียง โซเชียลมีเดีย และกลไกแอร์ดรอปในตลาดคริปโตยุคใหม่ เหรียญที่ไม่ได้สร้างโดย Ansem กลับใช้ชื่อของเขาเป็นศูนย์กลาง จนพุ่งจากมูลค่าระดับเล็กจิ๋วไปสู่ระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน
แต่เบื้องหลังตัวเลขที่หวือหวาคือโครงสร้างการถือครองที่กระจุกตัว การขายโทเคนแอร์ดรอปอย่างรวดเร็ว สภาพคล่องที่อาจไม่เพียงพอ และการขาดผลิตภัณฑ์หรือรายได้รองรับ สำหรับนักลงทุน เรื่องราวของ The Black Bull จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเหรียญที่ “ขึ้นแรง” แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าในตลาดมีมคอยน์ ชื่อเสียงและกระแสสามารถผลักราคาให้ขึ้นได้เร็วพอ ๆ กับที่ความเชื่อมั่นอาจหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง