ข้อมูลจากแหล่งอื่นช่วยสนับสนุนภาพรวมว่า คุณภาพสินเชื่อของรัสเซียกำลังเสื่อมถอย แม้รายละเอียดและวิธีจัดประเภทสินทรัพย์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่ง
ภายในช่วงต้นปี 2026 สัดส่วนสินเชื่อที่มีปัญหาในระบบธนาคารรัสเซียถูกประเมินว่าเกิน 10% ซึ่งเป็นระดับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์บ่งชี้วิกฤตธนาคารเชิงระบบ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่า การล้มละลายที่เพิ่มขึ้นอาจเกี่ยวข้องส่วนหนึ่งกับขั้นตอนแบบง่ายที่เข้าถึงได้มากขึ้นและการลดลงของตราบาปทางสังคม ไม่ได้สะท้อนภาวะการเงินที่ทรุดหนักเพียงปัจจัยเดียว
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธนาคารขนาดเล็กหรือกลุ่มลูกหนี้รายย่อยเท่านั้น
Sberbank ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียกำลังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจในปี 2026 เนื่องจากฐานะการเงินของผู้กู้แย่ลง ลูกค้าบางส่วนขอปรับโครงสร้างหนี้ และธนาคารคาดว่าต้นทุนความเสี่ยงในสินเชื่อธุรกิจจะเพิ่มขึ้น
ด้าน PSB หรือ Promsvyazbank ธนาคารที่เชื่อมโยงกับรัฐและติดอันดับหนึ่งในห้าธนาคารรัสเซียที่มีสินทรัพย์มากที่สุด ตั้งสำรองความเสียหายจากสินเชื่อเกือบ 300,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 3.79 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 สูงกว่าปีก่อนราว 3 เท่า และกลายเป็นธนาคารรายใหญ่แห่งแรกของรัสเซียที่รายงานผลขาดทุนทั้งปี แม้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 29.6 พันล้านรูเบิล
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าธนาคารรายใหญ่ของรัสเซียอย่างน้อย 3 แห่งพิจารณาทางเลือกขอความช่วยเหลือจากธนาคารกลาง หากจำนวนผู้กู้ที่ไม่สามารถชำระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รายงานของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคและการพยากรณ์ระยะสั้น หรือ CMASF ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่มีแนวร่วมกับเครมลิน เตือนเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ว่า รัสเซียอาจเผชิญวิกฤตธนาคารเชิงระบบภายในเดือนตุลาคม 2026 หากสินทรัพย์ที่มีปัญหายังคงเพิ่มขึ้น และผู้ฝากเงินเริ่มถอนเงินจำนวนมาก
ต่อมา CMASF ระบุว่า วิกฤตกำลังปรากฏในลักษณะ “ซ่อนเร้น” เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ค้างชำระ การปกปิดการเสื่อมลงของคุณภาพสินทรัพย์ และบทบาทที่สูงของสถาบันการเงินของรัฐ
ฝั่งธนาคารกลางรัสเซียยังคงปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว ฟิลิป กาบูเนีย รองผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซียกล่าวว่า ไม่มีตัวชี้วัดของวิกฤตธนาคาร และการปรับโครงสร้างสินเชื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบ
แรงกดดันในภาคธนาคารเกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รายงานประเมินของหน่วยข่าวกรองยุโรปที่ Frankfurter Allgemeine Zeitung หรือ FAZ รายงาน ระบุว่าเศรษฐกิจรัสเซียอยู่ใน “ภาวะปะทุรุนแรง” หลังถูกขับเคลื่อนเข้าสู่โหมดเศรษฐกิจสงคราม โดยภาคธนาคารเป็นหนึ่งในจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า งบดุลของธนาคารอาจถูกทำให้ดู “ขยายตัวเกินจริง” เพื่อรองรับการปล่อยกู้ให้บริษัทด้านกลาโหม โครงการระดับภูมิภาคที่มีรัฐหนุนหลัง และเจ้าของบ้าน แม้สินเชื่อบางส่วนอาจไม่สามารถเรียกคืนได้
การประเมินจากสวีเดนที่ถูกอ้างถึงในรายงานเดียวกันระบุว่า เงินเฟ้อที่แท้จริงของรัสเซียอาจอยู่ใกล้ 15% สูงกว่าตัวเลขทางการประมาณ 5.86% ราว 3 เท่า
ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหภาพยุโรปกำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 21 โดยมีธนาคารรัสเซียเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก รายงานข่าวกรองยุโรปยังมองว่า ธนาคารรัสเซียมีความเปราะบางต่อมาตรการจำกัดจากชาติตะวันตกเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี รายละเอียดบางประการที่ถูกกล่าวถึงในคำถามตั้งต้นยังไม่สามารถยืนยันได้จากหลักฐานที่มีอยู่ ได้แก่ การเพิ่มขึ้น 17% ของเงินสดนอกระบบธนาคาร ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจรัสเซียปี 2026 ที่ 0.4% ความเสียหายต่อกำลังการกลั่นน้ำมันจากการโจมตีด้วยโดรน วิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง การนำเข้าน้ำมันเบนซินจากอินเดีย ตลอดจนจำนวนธนาคารที่อาจถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมและการประเมินของ Kiel Institute จึงไม่นำตัวเลขหรือข้อกล่าวอ้างเหล่านี้มาเสนอเป็นข้อเท็จจริง
ภาพรวมที่ยืนยันได้จากแหล่งข้อมูลคือ ระบบธนาคารรัสเซียกำลังรับภาระจากการปล่อยสินเชื่อในเศรษฐกิจสงคราม ขณะที่หนี้เสียภาคธุรกิจ หนี้ครัวเรือน และการล้มละลายส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างคำเตือนจากหน่วยข่าวกรองและนักวิเคราะห์ กับคำยืนยันของธนาคารกลางรัสเซีย จึงทำให้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “เกิดวิกฤตแล้วหรือยัง” แต่รวมถึงว่า ปัญหาที่ถูกซ่อนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้จะปรากฏชัดขึ้นเมื่อใด