“CBF ขอปฏิเสธการสื่อเป็นนัยใด ๆ ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความซื่อสัตย์ของราฟาเอล คลอส เขาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็นแบบอย่าง โดยเส้นทางอาชีพได้รับการยืนยันจากการประเมินด้านเทคนิค ผลงานที่สม่ำเสมอ และความไว้วางใจจากการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติชั้นนำ” แถลงการณ์ระบุ
CBF ยังย้ำว่า “ไม่มีสิ่งใดตลอดประวัติการทำงานของเขาที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือสนับสนุนข้อสงสัยใด ๆ”
คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ประวัติการทำหน้าที่ของคลอสถูกนำกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยในปี 2023 เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่บราซิลสอบสวน หลังเจ้าของสโมสรโบตาโฟโกส่งหลักฐานเสียงกล่าวหาว่าผู้ตัดสินรายนี้แจก “ใบแดงที่ไม่เป็นไปตามปกติ” ในการแข่งขันลีกสูงสุดของบราซิล
อย่างไรก็ตาม คลอสและผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอถูกเรียกให้เข้าให้ข้อมูล แต่ไม่พบการกระทำผิด และ CBF ได้เคลียร์ข้อกล่าวหาให้เขา เขาไม่เคยถูกลงโทษอย่างเป็นทางการ และยังอยู่ในเส้นทางผู้ตัดสินระดับแนวหน้าของ FIFA โดยก่อนหน้านี้เคยทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก 2022
เหตุการณ์เกิดขึ้นในนาทีที่ 64 ของเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 บาโลกัน ซึ่งยิงประตูแรกให้ทีมไปแล้ว กำลังแย่งบอลกับกองหลัง ทาริก มูฮาเรโมวิช
ขาของบาโลกันครูดลงบริเวณน่องด้านหลังของมูฮาเรโมวิชต่อเนื่องไปถึงเท้า ตอนแรกคลอสปล่อยให้เกมดำเนินต่อ แต่หลังผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ หรือ VAR แนะนำให้ตรวจสอบจังหวะที่จอมอนิเตอร์ข้างสนาม เขากลับคำตัดสินและแจกใบแดงโดยตรงในข้อหา “เล่นรุนแรงจนเป็นอันตราย”
บาโลกันแสดงสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด ใบแดงดังกล่าวยังหมายถึงโทษแบนอัตโนมัติ 1 นัด ซึ่งเดิมจะทำให้เขาพลาดเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเบลเยียม
คำตัดสินถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน เฮดโค้ชสหรัฐฯ กล่าวว่า “สำหรับผม มันไม่ใช่ใบแดง ไม่เคยมีเจตนาเหยียบผู้เล่น” ขณะที่กัปตันทีม คริสเตียน พูลิซิช เรียกการตัดสินนี้ว่า “ไร้สาระ”
ด้าน มาร์ก แคลตเทนเบิร์ก อดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เห็นว่าจังหวะดังกล่าว “ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเป็นใบแดง”
เรื่องยิ่งบานปลายเมื่อทรัมป์เข้ามาแทรกแซงโดยตรง เขายอมรับว่าได้โทรศัพท์หา จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA เพื่อขอให้พิจารณาเรื่องโทษของบาโลกันอีกครั้ง
“ทั้งหมดที่ผมทำคือขอให้มีการทบทวน ผมไม่ได้บอกให้พวกเขาทำแบบนั้น ผมไม่สามารถสั่งการเขาได้” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
ต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคม คณะกรรมการวินัยของ FIFA ประกาศระงับโทษแบนอัตโนมัติ ทำให้บาโลกันมีสิทธิ์ลงเล่นกับเบลเยียมได้ โดย FIFA อ้างอำนาจตามข้อ 27 ของระเบียบวินัย ซึ่งเปิดทางให้ใช้ “มาตรการชั่วคราว” ในสถานการณ์พิเศษ
ทรัมป์ยกย่องการตัดสินใจดังกล่าวผ่าน Truth Social ว่า “ขอบคุณ FIFA ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่!”
การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าผิดปกติอย่างมาก โดยมีรายงานว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962 ที่ FIFA อนุญาตให้นักเตะลงสนามได้ทั้งที่เดิมต้องติดโทษแบน FIFA ยืนยันว่าคณะกรรมการวินัยดำเนินการอย่างเป็นอิสระ
ฝั่งเบลเยียมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว สมาคมฟุตบอลเบลเยียมแสดงความ “ประหลาดใจ” ที่ FIFA ประกาศให้บาโลกันลงเล่นได้ ขณะที่ FIFA ปฏิเสธคำคัดค้านของเบลเยียม
ข้อพิพาทเรื่องใบแดงไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับบราซิลตึงเครียดอย่างหนักมานานกว่าหนึ่งปี
กรณีของบาโลกันทำให้ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นเวทีที่กีฬาและการเมืองระหว่างประเทศปะทะกันอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าทรัมป์เพียงขอให้มีการทบทวนคำตัดสิน อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าการติดต่อกับประธาน FIFA อาจส่งผลต่อกระบวนการหรือไม่
ขณะเดียวกัน FIFA ยืนยันว่าการระงับโทษเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการที่เป็นอิสระ CBF ปกป้องความน่าเชื่อถือของผู้ตัดสินชาวบราซิล ส่วนเบลเยียมมองว่าการเปลี่ยนแปลงกติกากลางคันสร้างความไม่เป็นธรรมในเชิงกระบวนการ
สิ่งที่ชัดเจนคือ แถลงการณ์ของ CBF ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องผู้ตัดสินจากเสียงวิจารณ์เรื่องหนึ่งในสนาม แต่ยังเป็นการยืนยันจุดยืนด้านความน่าเชื่อถือของฟุตบอลบราซิล ในช่วงเวลาที่ทั้งประเทศและสถาบันต่าง ๆ กำลังถูกจับตามองจากแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ