การที่ระดับ $58K รับราคาไว้ได้สองครั้งทำให้โซนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในฐานะแนวรับหรือพื้นที่ที่มีแรงซื้อรองรับ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม Bitcoin ฟื้นกลับมายืนเหนือ $62,000 ได้ ถือเป็นการไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำดังกล่าว
แหล่งวิเคราะห์หลายแห่งให้ภาพใกล้เคียงกันเกี่ยวกับแนวรับและแนวต้านที่อาจกำหนดทิศทางระยะถัดไป
| ระดับราคา | ความสำคัญ |
|---|---|
| $58,000–$59,000 | แนวรับระยะใกล้ ซึ่งถูกทดสอบและป้องกันไว้สองครั้งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยจุด Pivot Support รายวันอยู่ที่ $58,729 |
| $60,000 | เลขกลมเชิงจิตวิทยา Bitcoin เคยหลุดต่ำกว่าระดับนี้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และนักวิเคราะห์บางรายเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็น “ดินแดนไร้ทิศทางทางเทคนิค” |
| $61,152 | แนวต้าน R1 จาก Daily Pivot |
| $63,272–$63,846 | แนวต้านระยะใกล้และบริเวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน การทะลุผ่านอย่างชัดเจนจำเป็นต่อการลดแรงกดดันขาลง |
| $64,000–$66,000 | โซนแนวต้านสำคัญด้านบน หากผ่านได้อย่างมีน้ำหนักจะช่วยยืนยันการกลับตัวมากขึ้น ก่อนหน้านี้แนวต้านของรูปสามเหลี่ยมที่ $64,500 ถูกทะลุด้วยปริมาณการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน 18% เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน |
| $68,000–$70,000 | กรอบเป้าหมายทางจิตวิทยาถัดไป หาก Bitcoin สามารถยืนสะสมกำลังเหนือบริเวณ $63.5K ได้ |
| $52,000 | เป้าหมายขาลงที่ลึกขึ้น หากแนวรับสำคัญพังลง ตามแบบจำลองวิเคราะห์สองชุด |
| $47,000–$50,000 | ฉากทัศน์ขาลงระยะยาว หากฐานบริเวณ $58K ถูกทำลาย |
นักวิเคราะห์จาก Miller Tabak และ 22V Research มองว่า Bitcoin กำลังอยู่ใน “สมรภูมิทางเทคนิคที่สำคัญ” Matt Maley จาก Miller Tabak ระบุว่า หากราคากลับไปทดสอบ $60,000 และหลุดลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจเปิดทางให้ราคาปรับลดลงอีกประมาณ 30% สู่ช่วง $47K–$50K ขณะที่ John Roque จาก 22V Research มองว่าการหลุดระดับ $60,000 อาจนำไปสู่การร่วงลงถึง $40,000
กระแสเงินของ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุด เพราะสะท้อนความต้องการถือ Bitcoin ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อยู่ภายใต้ระบบตลาดทุนแบบดั้งเดิม
เบื้องหลังแรงขายดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการโยกเงินจากคริปโตไปยังหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI
การฟื้นตัวของ Bitcoin ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเป็นการดีดกลับที่มี short squeeze เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก และได้รับแรงเสริมจากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด สัญญาณการลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการพลิกกลับของกระแสเงิน ETF เพียงช่วงสั้น ๆ
แต่การดีดตัวครั้งนี้ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัว ภาพรวมยังถูกกดดันจากเงินไหลออกของ ETF ที่ทำสถิติ $4.06 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ท่าทีเข้มงวดของ Fed และโครงสร้างทางเทคนิคที่ยังเปราะบาง ดังนั้นโซน $64K–$66K จึงเป็นด่านสำคัญที่สุด หาก Bitcoin ผ่านและยืนเหนือโซนนี้ได้ มีโอกาสขยับสู่ $68K–$70K แต่หากถูกกดกลับลงมา ความเสี่ยงจะเริ่มเปิดกว้างไปยัง $52K และอาจลึกถึง $47K–$50K
การที่ระดับ $58K รับราคาไว้ได้สองครั้งทำให้โซนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในฐานะแนวรับหรือพื้นที่ที่มีแรงซื้อรองรับ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม Bitcoin ฟื้นกลับมายืนเหนือ $62,000 ได้ ถือเป็นการไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำดังกล่าว
แหล่งวิเคราะห์หลายแห่งให้ภาพใกล้เคียงกันเกี่ยวกับแนวรับและแนวต้านที่อาจกำหนดทิศทางระยะถัดไป
| ระดับราคา | ความสำคัญ |
|---|---|
| $58,000–$59,000 | แนวรับระยะใกล้ ซึ่งถูกทดสอบและป้องกันไว้สองครั้งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยจุด Pivot Support รายวันอยู่ที่ $58,729 |
| $60,000 | เลขกลมเชิงจิตวิทยา Bitcoin เคยหลุดต่ำกว่าระดับนี้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และนักวิเคราะห์บางรายเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็น “ดินแดนไร้ทิศทางทางเทคนิค” |
| $61,152 | แนวต้าน R1 จาก Daily Pivot |
| $63,272–$63,846 | แนวต้านระยะใกล้และบริเวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน การทะลุผ่านอย่างชัดเจนจำเป็นต่อการลดแรงกดดันขาลง |
| $64,000–$66,000 | โซนแนวต้านสำคัญด้านบน หากผ่านได้อย่างมีน้ำหนักจะช่วยยืนยันการกลับตัวมากขึ้น ก่อนหน้านี้แนวต้านของรูปสามเหลี่ยมที่ $64,500 ถูกทะลุด้วยปริมาณการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน 18% เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน |
| $68,000–$70,000 | กรอบเป้าหมายทางจิตวิทยาถัดไป หาก Bitcoin สามารถยืนสะสมกำลังเหนือบริเวณ $63.5K ได้ |
| $52,000 | เป้าหมายขาลงที่ลึกขึ้น หากแนวรับสำคัญพังลง ตามแบบจำลองวิเคราะห์สองชุด |
| $47,000–$50,000 | ฉากทัศน์ขาลงระยะยาว หากฐานบริเวณ $58K ถูกทำลาย |
นักวิเคราะห์จาก Miller Tabak และ 22V Research มองว่า Bitcoin กำลังอยู่ใน “สมรภูมิทางเทคนิคที่สำคัญ” Matt Maley จาก Miller Tabak ระบุว่า หากราคากลับไปทดสอบ $60,000 และหลุดลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจเปิดทางให้ราคาปรับลดลงอีกประมาณ 30% สู่ช่วง $47K–$50K ขณะที่ John Roque จาก 22V Research มองว่าการหลุดระดับ $60,000 อาจนำไปสู่การร่วงลงถึง $40,000
กระแสเงินของ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุด เพราะสะท้อนความต้องการถือ Bitcoin ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อยู่ภายใต้ระบบตลาดทุนแบบดั้งเดิม
เบื้องหลังแรงขายดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการโยกเงินจากคริปโตไปยังหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI
การฟื้นตัวของ Bitcoin ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเป็นการดีดกลับที่มี short squeeze เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก และได้รับแรงเสริมจากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด สัญญาณการลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการพลิกกลับของกระแสเงิน ETF เพียงช่วงสั้น ๆ
แต่การดีดตัวครั้งนี้ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัว ภาพรวมยังถูกกดดันจากเงินไหลออกของ ETF ที่ทำสถิติ $4.06 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ท่าทีเข้มงวดของ Fed และโครงสร้างทางเทคนิคที่ยังเปราะบาง ดังนั้นโซน $64K–$66K จึงเป็นด่านสำคัญที่สุด หาก Bitcoin ผ่านและยืนเหนือโซนนี้ได้ มีโอกาสขยับสู่ $68K–$70K แต่หากถูกกดกลับลงมา ความเสี่ยงจะเริ่มเปิดกว้างไปยัง $52K และอาจลึกถึง $47K–$50K