โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2025 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้ 8.4 พันล้านตัน พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เป็นสถิติสู... พลังงานลมบนบกยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดที่ 33 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MWh (ลดลง 4% จากปี 2024)...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What cost savings, emissions reductions, capacity records, and cost trends did IRENA report in it. Article summary: Here is a verified summary of the key findings from IRENA's 2025 renewable energy cost analysis, drawn from multiple reporting sources including the **Renewable Power Generation Costs in 2025** report (published July 2, . Topic tags: general, general web, user generated, news, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
รายงานสำคัญ 2 ฉบับจากสำนักงานพลังงานทดแทนระหว่างประเทศ (IRENA) ได้แก่ รายงานต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2025 (เผยแพร่ 2 กรกฎาคม 2026) และ สถิติกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนปี 2026 (เผยแพร่เมษายน 2026) สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานสะอาดได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในหลายตลาด แต่ยังเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์จากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญที่ได้รับการยืนยัน ทั้งสถิติการเพิ่มกำลังการผลิต การประหยัดต้นทุนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย การประหยัดในระดับประเทศ และความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มดำเนินการในปี 2025 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้เศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มิเช่นนั้นจะต้องจ่ายไปกับการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตัวเลขนี้คิดจากค่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หลีกเลี่ยงได้ในปี 2025 จากกำลังผลิตหมุนเวียนที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การเปรียบเทียบต้นทุนของโครงการใหม่โดยตรง
กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นเดียวกันนี้ช่วยป้องกันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 8.4 พันล้านตัน ในปี 2025 เพื่อให้เห็นภาพ การปล่อย CO₂ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลกในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 37 พันล้านตัน ดังนั้น พลังงานหมุนเวียนช่วยลดการปล่อยก๊าซลงได้ประมาณ 23% ของทั้งหมด นับเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั่วโลกมีการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่อย่างไม่เคยมีมาก่อนถึง 692 GW ในปี 2025 ส่งผลให้กำลังผลิตติดตั้งรวมทั่วโลกอยู่ที่ 5,149 GW คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 15.5% จากปีก่อนหน้า พลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 85.6% ของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในขณะที่เชื้อเพลิงฟอสซิลมีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ
ภายในสิ้นปี 2025 พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 49% ของกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั่วโลก
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นผู้นำโดยเพิ่มกำลังผลิตใหม่เป็นสถิติ 511 GW (มากกว่า 510 GW) คิดเป็นการเติบโต 27.2% เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นประมาณ 75% ของการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด สัดส่วนของโซลาร์ที่มากขนาดนี้กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานโลกอย่างสิ้นเชิง
พลังงานลมเพิ่มกำลังผลิตใหม่ประมาณ 159 GW ในปี 2025 โดยแบ่งเป็นประมาณ 145 GW จากฟาร์มลมบนบก และ 14 GW จากฟาร์มลมนอกชายฝั่ง เมื่อรวมกันแล้ว โซลาร์และลมคิดเป็น 96.8% ของกำลังผลิตหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด ในปีที่ผ่านมา
ข้อควรระวัง: ข้อมูลกำลังผลิต 692 GW และข้อมูลต้นทุน/การประหยัด มาจากรายงานของ IRENA คนละฉบับกัน คือ ข้อมูลกำลังผลิตจาก รายงานสถิติกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนปี 2026 (เมษายน 2026) และข้อมูลต้นทุน/การประหยัดจาก รายงานต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2025 (กรกฎาคม 2026) ซึ่งทั้งสองฉบับอ้างอิงปี 2025 เหมือนกัน แต่เผยแพร่คนละเวลา
IRENA รายงานต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (LCOE) ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักทั่วโลกสำหรับโครงการที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2025 ดังนี้
ประเทศที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2025 ได้มากที่สุด ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้เป็นมูลค่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หลีกเลี่ยงได้ในปี 2025 จากกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งในปีก่อนหน้า จีนเป็นผู้นำเนื่องจากมีการขยายกำลังผลิตหมุนเวียนอย่างมหาศาลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนบราซิลที่ประหยัดได้สูงเมื่อเทียบกับขนาดของระบบไฟฟ้า เป็นผลมาจากการมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำและฟาร์มลมขนาดใหญ่ที่เข้ามาแทนที่การผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาแพง
ข้อควรระวัง: ตัวเลขการประหยัดในแต่ละประเทศนี้มีการอ้างอิงอย่างกว้างขวางในแหล่งข้อมูลทุติยภูมิหลายแห่ง แต่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันจากไฟล์ PDF ต้นฉบับของ IRENA ได้โดยตรงภายในงบประมาณการค้นหานี้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมีความสอดคล้องกันในหลายแหล่ง
นายฟรานเชสโก ลา กาเมรา (Francesco La Camera) ผู้อำนวยการใหญ่ของ IRENA กล่าวชัดเจนว่าพลังงานหมุนเวียนเป็น ตัวกันชนเชิงยุทธศาสตร์ต่อความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลและภาวะช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ รายงานชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นเครื่องมือเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน: ประเทศที่ลงทุนอย่างหนักในการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนในประเทศจะลดความเสี่ยงต่อตลาดก๊าซและถ่านหินระหว่างประเทศที่ผันผวน ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานและการปั่นราคา
รายงานเตือนว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเปราะบางต่อความผันผวนของราคา ในขณะที่ประเทศที่มีพลังงานหมุนเวียนมากจะมีความเป็นอิสระทางพลังงานมากขึ้น มุมมองนี้มีความคมชัดเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับวิกฤตราคาพลังงานในช่วงปี 2022-2024 ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งพลังงานหมุนเวียนสามารถช่วยป้องกันได้
แม้จะมีตัวเลขสถิติที่ยอดเยี่ยม แต่รายงานและบทความที่เกี่ยวข้องก็ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลายประการที่อาจทำให้การติดตั้งในอนาคตชะลอตัวลง:
การลงทุนรายไตรมาสในภาคการผลิตเทคโนโลยีสะอาดลดลงจากประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางนโยบายและการเปลี่ยนแปลงของพลวัตทางการค้า การลดลงนี้น่ากังวลเพราะกำลังการผลิตแผงโซลาร์ กังหันลม และแบตเตอรีจำเป็นต้องขยายตัวอย่างมากเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศปี 2030
ต้นทุนของวัตถุดิบสำคัญ เช่น โพลิซิลิคอน เหล็กกล้า ทองแดง และลิเธียมเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกดดันต่อความคุ้มค่าของโครงการ โดยเฉพาะราคาโพลิซิลิคอนมีความผันผวนสูง ส่งผลต่อต้นทุนแผงโซลาร์
ภาษีศุลกากร ข้อจำกัดการส่งออก และข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content Requirements) กำลังสร้างความแตกแยกในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสำหรับแผงโซลาร์ กังหันลม และแบตเตอรี ความแตกแยกนี้อาจเพิ่มต้นทุนและทำให้การติดตั้งช้าลง โดยเฉพาะในตลาดที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้า
ตามรายงานของ IRENA ต้นทุนทางการเงินคิดเป็นสัดส่วน มากถึง 56% ของความผันแปรของต้นทุนโครงการทั้งหมดในแต่ละตลาด ซึ่งหมายความว่าประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจะต้องเผชิญกับ LCOE ที่มีประสิทธิผลสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะใช้เทคโนโลยีเดียวกัน สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้นทุนของเงินทุนมักสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วมาก นี่คืออุปสรรคสำคัญต่อการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน
ข้อมูลปี 2025 จาก IRENA ยืนยันว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจสำหรับพลังงานหมุนเวียนนั้นท่วมท้นแล้ว พลังงานลมบนบกและโซลาร์ฟาร์มมีราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ในแทบทุกภูมิภาคของโลก และความได้เปรียบด้านต้นทุนก็กำลังเพิ่มขึ้น เหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน: พลังงานหมุนเวียนให้ความเป็นอิสระทางพลังงานและเป็นเกราะป้องกันภาวะช็อกจากราคาเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ อุปสรรคต่างๆ เช่น การลดลงของการลงทุนในภาคการผลิต แรงกดดันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ความแตกแยกทางการค้า และความแตกต่างของต้นทุนทางการเงิน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อรักษาโมเมนตัม ประเทศที่สามารถลดต้นทุนของเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน รักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน และรักษาสภาพแวดล้อมทางนโยบายที่เอื้ออำนวย จะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มที่จากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2025 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้ 8.4 พันล้านตัน พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เป็นสถิติสู...
โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2025 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้ 8.4 พันล้านตัน พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เป็นสถิติสู... พลังงานลมบนบกยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดที่ 33 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MWh (ลดลง 4% จากปี 2024) ตามด้วยโซลาร์ฟาร์มที่ 44 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MWh (ทรงตัว) โดยกว่า 91% ของกำลังผลิตหมุนเวียนขนาดใหญ่ใหม่มีต้นทุนต่ำกว่าเชื้อเพ...
จีนประหยัดค่าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากที่สุด 177,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือสหรัฐฯ (35,000 ล้านดอลลาร์) บราซิล (32,000 ล้านดอลลาร์) อินเดียและเยอรมนี (อย่างละ 18,000 ล้านดอลลาร์) และญี่ปุ่น (15,000 ล้านดอลลาร์) ขณะที...