Apple ได้แจ้งให้ซัพพลายเออร์เตรียมผลิต จอพับประมาณ 10 ล้านเครื่อง ในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าที่ 7-8 ล้านเครื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 30% นอกจากจอพับแล้ว Apple ยังได้จองชิ้นส่วนสำหรับ สมาร์ทโฟนที่ไม่ใช่จอพับอีกประมาณ 80 ล้านเครื่อง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 รวมถึง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max
โดยคาดว่ายอดการผลิตทั้งหมดของ Apple ในปี 2026 จะสูงถึง 220 ล้านเครื่อง
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley และ Bank of America เคยส่งสัญญาณว่าการเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์จอพับของ Apple อาจทำให้ตลาดจอพับโดยรวมขยายตัวเป็นสองเท่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 2027 และสร้างรายได้ให้ Apple ถึง 40,000-60,000 ล้านดอลลาร์ รายงานของ Nikkei สะท้อนให้เห็นว่า Apple กำลังพยายาม aggressively เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด แม้จะอยู่ในภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนทั่วทั้งอุตสาหกรรม
ในวันเดียวกัน Bloomberg รายงานว่า Apple อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อชิ้นส่วนหน่วยความจำจาก ChangXin Memory Technologies (CXMT) และ Yangtze Memory Technologies (YMTC) ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติจีนสองแห่งที่อยู่ใน บัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลก
ชิปเหล่านี้มีไว้สำหรับ อุปกรณ์ที่จำหน่ายในประเทศจีนเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับผลิตภัณฑ์ทั่วโลก Apple ได้ทำการล็อบบี้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติการซื้อเหล่านี้
CXMT ผลิต DRAM แบบดั้งเดิม ในขณะที่ YMTC ผลิต NAND flash ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเดียวกับที่ขาดแคลนเนื่องจากความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI
ข่าวนี้ถือเป็นกลยุทธ์ตอบสนองโดยตรงต่อ วิกฤตหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนโดย AI ซึ่งเพิ่งบีบให้ Apple ต้องขึ้นราคาสินค้าในกลุ่ม Mac และ iPad ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 25 มิถุนายน 2026 Apple ได้ประกาศขึ้นราคาสินค้าในกลุ่ม Mac และ iPad ตั้งแต่ 100 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ (และสูงถึง 300 ปอนด์ในสหราชอาณาจักร) โดยอ้างถึงการขาดแคลนชิปหน่วยความจำจากความต้องการของ AI การเปลี่ยนแปลงราคาที่สำคัญ ได้แก่:
Tim Cook ซีอีโอของ Apple กล่าวว่าต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นนี้ "ไม่ยั่งยืน" โดยชี้ว่าศูนย์ข้อมูล AI ที่ดูดซับกำลังการผลิต DRAM และหน่วยความจำแบนด์วิธสูง (HBM) ได้ผลักดันต้นทุนหน่วยความจำให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า "ไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นมากและเร็วขนาดนี้มาก่อน"
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมขนานนามวิกฤตการขาดแคลนนี้ว่า "RAMageddon" เนื่องจากราคาสัญญาหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้นถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026
การเจรจากับ CXMT และ YMTC เป็นความพยายามโดยตรงในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของ Apple ออกจากผู้เล่นหลักอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron และเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนที่นำไปสู่การขึ้นราคาครั้งนั้น
ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคก็มีส่วนช่วยเช่นกัน รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน 2026 ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ ได้ตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ปัจจัยหนุนนี้ช่วยให้ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มโมเมนตัมให้กับหุ้น Apple
การพุ่งขึ้น 4.1% ในวันที่ 2 กรกฎาคม มีปัจจัยหลักมาจากรายงานของ Nikkei Asia เกี่ยวกับแผนเปิดตัว iPhone 5 รุ่นและเป้าหมายการผลิตจอพับ 10 ล้านเครื่อง ประกอบกับข่าวการจัดหาชิปจากจีนซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตหน่วยความจำ AI ที่เพิ่งบีบให้ Apple ต้องขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยหนุนจากรายงานตลาดแรงงานที่อ่อนแอซึ่งเพิ่มความหวังในการลดดอกเบี้ย นักลงทุนมองเห็นบริษัทที่กำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อคว้าการเติบโต (iPhone จอพับ, การขยายไลน์อัพ), จัดการวิกฤติต้นทุน (การจัดหาหน่วยความจำจากจีน) และได้รับประโยชน์จากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น