เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 Earlybird Venture Capital จากเบอร์ลิน และนักลงทุนฝรั่งเศส AVP (Atlantic Vantage Point) ได้เปิดตัว E2D (European Dual-Use and Defence Growth Fund) ซึ่งเป็นกองทุนมูลค่า 500 ล้านยูโร นับเป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการลงทุนป้องกันประเทศและ dual-use ที่สำคัญที่สุดระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีในระบบนิเวศเทคโนโลยีของยุโรป โดย E2D ถูกออกแบบให้เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนใน ระยะเติบโต (growth-stage) (ไม่ใช่ระยะเริ่มต้น) โดยตั้งเป้าลงทุนในบริษัทของยุโรปประมาณ 20 แห่ง ด้วยมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 25 ล้านยูโรต่อบริษัท
จุดเน้นการลงทุน: กองทุนจะลงทุนในโดเมนอวกาศ ทางอากาศ ทางบก ทางทะเล และใต้ทะเล โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ New Space โดรน แพลตฟอร์มอัตโนมัติ และอาวุธพลังงานตรง
เป้าหมายเชิงกลยุทธ์: E2D ถูกออกแบบมาเพื่อหยุดกระแสที่สตาร์ทอัพป้องกันประเทศของยุโรปต้องย้ายการระดมทุนระยะเติบโต บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาไปยังนักลงทุนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในระบบนิเวศเทคป้องกันประเทศของยุโรป กองทุนมีทีมงานเฉพาะกิจที่ดึงมาจากทั้ง Earlybird และ AVP และจะได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่และนักลงทุนประเภท corporate limited partner
การปิดรอบแรก (first close) มีเป้าหมายภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ในสัปดาห์เดียวกันนี้ (16 มิถุนายน 2026) BAE Systems ผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ได้ทุ่มเงิน 50 ล้านยูโร ให้กับกองทุน VC ที่เน้นสนับสนุนสตาร์ทอัพเทคป้องกันประเทศของยุโรป โดยจัดสรรเงิน กองทุนละ 25 ล้านยูโร ให้กับกองทุนสองแห่ง ได้แก่ กองทุนของ Lakestar (สวิตเซอร์แลนด์) และ Expeditions (โปแลนด์)
ทั้งสองกองทุนนี้กำลังลงทุนในสตาร์ทอัพป้องกันประเทศ รวมถึง Isar Aerospace และ Cambridge Aerospace
การเคลื่อนไหวนี้เป็นระยะที่สองของ โครงการ Launchpad ของ BAE ซึ่งทั้งบ่มเพาะเทคโนโลยีของ BAE สู่ตลาดเชิงพาณิชย์ และสนับสนุนผู้ก่อตั้งภายนอกที่สามารถนำนวัตกรรมมาสู่ภาคการป้องกันประเทศ
นักวิจารณ์มองว่าการกระทำนี้คือ "ผู้รับเหมารายใหญ่หันมาเป็นนักลงทุนกองทุน ขณะที่เงินทุนเสริมกำลังอาวุธของยุโรปเริ่มไหลมาถึงโต๊ะดีลของสตาร์ทอัพ"
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2026 งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยศูนย์นวัตกรรมโฟโตนิกส์ CORNERSTONE Photonics Innovation Centre ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยโฟโตนิกส์ชั้นนำของสหราชอาณาจักร เตือนว่ายุโรปกำลังล้มเหลวในการเปลี่ยนงานวิจัยซิลิคอนโฟโตนิกส์ (SiPh) ระดับโลกให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่สำคัญ การสำรวจนี้ดำเนินการผ่าน OnePoll โดยรวบรวมข้อมูลจาก ผู้มีอำนาจตัดสินใจ 500 ราย ในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และสเปน ซึ่งกำลังพัฒนาหรือปรับใช้ชิป SiPh อยู่ในปัจจุบัน
ผลการสำรวจที่สำคัญ ได้แก่:
ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ โฟโตนิกส์เป็นรากฐานของประมาณ 20% ของเศรษฐกิจยุโรป ตาม EU Photonics Strategic Research and Innovation Agenda (SRIA) ที่นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 SRIA ซึ่งมีชื่อว่า Light Driving the Future เตือนว่าการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะจากเอเชียและอเมริกาเหนือ กำลังคุกคามความเป็นผู้นำของยุโรปในด้านโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นสาขาที่สำคัญต่อ AI คอมพิวเตอร์ควอนตัม การป้องกันประเทศ และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
SRIA นี้จัดทำโดย Photonics21 แพลตฟอร์มเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ของยุโรป และถูกอภิปรายในการประชุม Photonics Partnership Annual Meeting 2026 (PPAM2026)
ผู้นำในอุตสาหกรรมในการประชุมเน้นย้ำว่า "ความท้าทายไม่ใช่นวัตกรรม มันคือการเปลี่ยนผ่านจากวิทยาศาสตร์สู่อุตสาหกรรม"
ตามการติดตามรายสัปดาห์ของ Tech.eu สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 19 มิถุนายน 2026 พบว่า มีดีลระดมทุนเทคโนโลยีมากกว่า 60 ดีล มูลค่ารวมกว่า 585 ล้านยูโร และ ดีล exit/M&A 3 รายการ ทั่วยุโรป เทคโนโลยีป้องกันประเทศและ dual-use ครองพาดหัวข่าว ขณะที่คำเตือนด้านโครงสร้างพื้นฐานซิลิคอนโฟโตนิกส์ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงของยุโรปออกสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่รายงานของ Draghi เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของยุโรปเคยเตือนไว้แล้วว่าคุกคามความเกี่ยวข้องทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของทวีปในเทคโนโลยีที่สำคัญ