แพลตฟอร์ม LMI ของ Ubotica ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบคู่ (Dual-Use) ทั้งพลเรือนและการทหาร โดยมุ่งเป้าไปที่ภัยคุกคามทางทะเลที่สำคัญ:
ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนดาวเทียมจาก 'ผู้ถ่ายภาพเฉยๆ' มาเป็น 'ผู้คิดวิเคราะห์และตัดสินใจได้' ในวงโคจร
| ระบบสำรวจโลกแบบดั้งเดิม (Traditional EO) | Ubotica's Orbital AI (AI บนวงโคจร) |
|---|---|
| ดาวเทียมทำหน้าที่เป็นแค่เครื่องบันทึกข้อมูล ถ่ายภาพและเก็บไว้ในระบบ ก่อนจะส่งลงพื้น | AI ทำงานบนฮาร์ดแวร์ของดาวเทียมโดยตรง ประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์บนวงโคจร |
| ภาพถ่ายดิบต้องถูกส่งมายังสถานีภาคพื้นดิน จากนั้นนักวิเคราะห์จึงจะประมวลผล ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน | ดาวเทียมสามารถตัดสินใจได้เองว่าข้อมูลไหนสำคัญ คัดกรองภาพที่ถูกเมฆบดบังทิ้ง และส่งเฉพาะข้อมูลที่พร้อมใช้งานกลับลงมาในไม่กี่นาที |
| ดาวเทียมไม่สามารถปรับเปลี่ยนภารกิจแบบไดนามิกได้ ทำตามแผนที่ถูกอัปโหลดจากพื้นโลกเท่านั้น | ดาวเทียมสามารถเปลี่ยนภารกิจเองได้ (Dynamic Tasking) เมื่อตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติบนวงโคจร |
| ข้อจำกัดด้านแบนด์วิดท์: ปริมาณข้อมูลดิบที่มากมหาศาลเป็นคอขวดของระบบส่งข้อมูล | การประมวลผลบนดาวเทียมช่วยลดปริมาณข้อมูลลงได้มาก ลดความหน่วงและต้นทุนในการส่งข้อมูล |
Ubotica ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า SPACE:AI ซึ่งถูกทดสอบครั้งแรกในอวกาศเมื่อปี 2020 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านภารกิจต่างๆ เช่น CogniSAT-6 และความร่วมมือกับ NASA และ ESA
“Ubotica ได้บุกเบิกเทคโนโลยี Orbital AI มาหลายปี และตอนนี้เรานำความรู้นั้นมาใช้กับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งโลก นั่นคือการปกป้องพื้นที่ทางทะเลอันกว้างใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่ง” – Fintan Buckley ซีอีโอของ Ubotica Technologies กล่าว
เงินทุนรอบนี้จะถูกใช้เพื่อเร่งการปรับใช้เชิงพาณิชย์ของ LMI ขยายตลาดไปยังลูกค้ารัฐบาลและกองทัพ รวมถึงขยายขีดความสามารถของ Orbital AI ไปยังกลุ่มดาวเทียมอื่นๆ เพิ่มเติม
แพลตฟอร์ม LMI ของ Ubotica ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบคู่ (Dual-Use) ทั้งพลเรือนและการทหาร โดยมุ่งเป้าไปที่ภัยคุกคามทางทะเลที่สำคัญ:
ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนดาวเทียมจาก 'ผู้ถ่ายภาพเฉยๆ' มาเป็น 'ผู้คิดวิเคราะห์และตัดสินใจได้' ในวงโคจร
| ระบบสำรวจโลกแบบดั้งเดิม (Traditional EO) | Ubotica's Orbital AI (AI บนวงโคจร) |
|---|---|
| ดาวเทียมทำหน้าที่เป็นแค่เครื่องบันทึกข้อมูล ถ่ายภาพและเก็บไว้ในระบบ ก่อนจะส่งลงพื้น | AI ทำงานบนฮาร์ดแวร์ของดาวเทียมโดยตรง ประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์บนวงโคจร |
| ภาพถ่ายดิบต้องถูกส่งมายังสถานีภาคพื้นดิน จากนั้นนักวิเคราะห์จึงจะประมวลผล ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน | ดาวเทียมสามารถตัดสินใจได้เองว่าข้อมูลไหนสำคัญ คัดกรองภาพที่ถูกเมฆบดบังทิ้ง และส่งเฉพาะข้อมูลที่พร้อมใช้งานกลับลงมาในไม่กี่นาที |
| ดาวเทียมไม่สามารถปรับเปลี่ยนภารกิจแบบไดนามิกได้ ทำตามแผนที่ถูกอัปโหลดจากพื้นโลกเท่านั้น | ดาวเทียมสามารถเปลี่ยนภารกิจเองได้ (Dynamic Tasking) เมื่อตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติบนวงโคจร |
| ข้อจำกัดด้านแบนด์วิดท์: ปริมาณข้อมูลดิบที่มากมหาศาลเป็นคอขวดของระบบส่งข้อมูล | การประมวลผลบนดาวเทียมช่วยลดปริมาณข้อมูลลงได้มาก ลดความหน่วงและต้นทุนในการส่งข้อมูล |
Ubotica ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า SPACE:AI ซึ่งถูกทดสอบครั้งแรกในอวกาศเมื่อปี 2020 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านภารกิจต่างๆ เช่น CogniSAT-6 และความร่วมมือกับ NASA และ ESA
“Ubotica ได้บุกเบิกเทคโนโลยี Orbital AI มาหลายปี และตอนนี้เรานำความรู้นั้นมาใช้กับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งโลก นั่นคือการปกป้องพื้นที่ทางทะเลอันกว้างใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่ง” – Fintan Buckley ซีอีโอของ Ubotica Technologies กล่าว
เงินทุนรอบนี้จะถูกใช้เพื่อเร่งการปรับใช้เชิงพาณิชย์ของ LMI ขยายตลาดไปยังลูกค้ารัฐบาลและกองทัพ รวมถึงขยายขีดความสามารถของ Orbital AI ไปยังกลุ่มดาวเทียมอื่นๆ เพิ่มเติม