เยอรมนีตอบโต้เร็วในครึ่งหลัง ไค ฮาแวร์ตซ์ ยิงตีเสมอให้ทีมชาติเยอรมนีเป็น 1-1 ในนาทีที่ 54
ตลอดทั้งเกม เยอรมนีครองบอลมากถึง 75% และยิงมากกว่า 21-7 ครั้ง แต่ไม่สามารถยิงประตูชัยได้ทั้งในเวลา 90 นาทีและช่วงต่อเวลาพิเศษ
เหตุการณ์สำคัญที่สุดของเกมนี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 101 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อ โจนาธาน ตาร์ กองหลังเยอรมนี โหม่งลูกเตะมุมของ นาธาเนียล บราวน์ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ทำให้เยอรมนีนำ 2-1
นักเตะเยอรมนีวิ่งฉลองประตู แต่ผู้ตัดสินได้หยุดเกมเพื่อตรวจสอบ VAR หลังจากตรวจสอบผ่านมอนิเตอร์ ผู้ตัดสิน จาลาล จาเหย็ด ตัดสินว่า เวลเดมาร์ อันตัน กองหลังเยอรมนี ได้สัมผัสใบหน้าหรือศีรษะของผู้รักษาประตูปารากวัยโอเรนโด กิล ก่อนที่บอลจะถึงตาร์ ทำให้เป็นการฟาวล์ผู้รักษาประตู
ทำให้ประตูของตาร์ถูกยึดคืน และเกิดข้อถกเถียงอย่างมาก The Independent รายงานว่าการตัดสินใจ "ทิ้งรสขม" เนื่องจากภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นเพียงการสัมผัสที่เบามาก Darren Cann นักวิเคราะห์ผู้ตัดสินของ BBC ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ โดยกล่าวว่ามี "แทบไม่มีการสัมผัส"
หลังจากเสมอกัน 1-1 ตลอด 120 นาที การแข่งขันต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ
โอเรนโด กิล ผู้รักษาประตูปารากวัย เซฟจุดโทษสำคัญถึง 2 ครั้ง และ โฮเซ กานาเล กองหลังปารากวัย ยิงจุดโทษเดธแมตช์เป็นประตูชัย ปิดเกมด้วยสกอร์ 4-3 สำหรับฝ่ายเยอรมนี ไค ฮาแวร์ตซ์, นิค โวลเตอมาเดอ และ โจนาธาน ตาร์ ยิงพลาดในการดวลจุดโทษ
นี่คือความปราชัยในการดวลจุดโทษฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี โดยก่อนหน้านี้พวกเขาชนะในการดวลจุดโทษฟุตบอลโลกมาแล้ว 4 ครั้งรวด การตกรอบครั้งนี้ถือเป็นความล้มเหลวในรอบน็อคเอาท์ครั้งที่ 3 ติดต่อกันของเยอรมนี ต่อจากที่ตกรอบแบ่งกลุ่มในปี 2018 และ 2022 และทำให้ตำแหน่งของ จูเลียน นาเกลส์มันน์ ผู้จัดการทีมสั่นคลอนทันที
นี่คือชัยชนะที่ประวัติศาสตร์ — เป็นการคว้าชัยในรอบน็อคเอาท์ฟุตบอลโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 และเป็นการจบสถิติที่ไม่สามารถยิงประตูในรอบน็อคเอาท์ 5 ครั้งติดต่อกัน ผลการแข่งขันครั้งนี้ถูกยกย่องให้เป็น "ชั่วโมงที่ดีที่สุดของปารากวัย" และเป็นการพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่สุดในฟุตบอลโลกปี 2026 อินเดียทูเดย์ เรียกมันว่า "ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังของประเทศ"