จุดประสงค์ที่ระบุไว้ของ BIP-110 คือ “จำกัดขนาดฟิลด์ข้อมูลในระดับฉันทามติเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้แรงจูงใจที่บิดเบือนจากการทำให้การรองรับข้อมูลแบบใดก็ได้กลายเป็นมาตรฐาน และหันความสำคัญกลับไปที่การพัฒนา Bitcoin ในฐานะเงิน”
ในทางเทคนิค ข้อเสนอนี้เพิ่มข้อจำกัดระดับฉันทามติ 7 ประการ ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่
OP_RETURNOP_RETURN จำกัดที่ 83 ไบต์ ซึ่งเป็นการนำขีดจำกัดในอดีตกลับมาใช้UTXO หรือเอาต์พุตธุรกรรมที่ยังไม่ได้ถูกใช้จ่าย ซึ่งถูกสร้างขึ้นก่อนการเปิดใช้งาน จะได้รับการยกเว้นอย่างถาวร ดังนั้นเงินที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นยังคงสามารถใช้จ่ายได้
ข้อเสนอนี้วางกลไกเปิดใช้งานไว้ 2 ทาง
นักขุดจะส่งสัญญาณสนับสนุนผ่าน บิตที่ 4 ในส่วนหัวของบล็อก หากมีบล็อกอย่างน้อย 55% ส่งสัญญาณภายในรอบปรับระดับความยากรอบเดียว ซึ่งมีประมาณ 2,016 บล็อกหรือราว 2 สัปดาห์ ข้อเสนอจะล็อกสถานะและเปิดใช้งานหลังจากนั้นอีก 1 รอบปรับระดับความยาก
นี่คือเส้นทางที่เป็นระเบียบและเกิดจากการยอมรับโดยสมัครใจของฝั่งนักขุด
หากไม่ถึงเกณฑ์ 55% โหนดที่ใช้ซอฟต์แวร์รองรับ BIP-110 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นแยกของ Bitcoin Knots จะเข้าสู่ช่วงบังคับส่งสัญญาณตั้งแต่ บล็อก 961,632 ไปจนถึง บล็อก 963,647 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026
ในช่วงดังกล่าว โหนดเหล่านี้จะปฏิเสธบล็อกที่ไม่ส่งสัญญาณว่าเป็นบล็อกไม่ถูกต้อง กลไกนี้มีเป้าหมายให้เกิดการล็อกสถานะภายในช่วงเวลาที่กำหนด
จากนั้น การเปิดใช้งานแบบมีผลบังคับโดยไม่ขึ้นกับการส่งสัญญาณของนักขุดจะเกิดขึ้นที่ บล็อก 965,664 หรือราวเดือนกันยายน 2026 สำหรับโหนดที่ใช้ BIP-110
ข้อมูลช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ชี้ว่า BIP-110 ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากกำลังประมวลผลของเครือข่ายในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ การบรรลุเกณฑ์ 55% เพื่อเปิดใช้งานโดยสมัครใจก่อนช่วง UASF ในเดือนสิงหาคมจึงดูเป็นไปได้ยากอย่างมากจากข้อมูลที่มีในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านโดยบุคคลสำคัญหลายรายในวงการ Bitcoin
แก่นของข้อโต้แย้งจากฝ่ายคัดค้านคือ การจำกัดข้อมูลในระดับฉันทามติเท่ากับการเซ็นเซอร์ในระดับโปรโตคอล ซึ่งขัดกับหลักการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องขออนุญาตของ Bitcoin นอกจากนี้ หากโหนดที่ใช้ BIP-110 และโหนดที่ไม่ได้ใช้ข้อเสนอนี้เห็นไม่ตรงกันว่าบล็อกใดถูกต้อง เครือข่ายก็อาจแยกออกเป็นสองสาย
หากไม่มีการล็อกสถานะโดยสมัครใจตามเกณฑ์ที่กำหนด กลไก UASF จะเดินหน้าต่อไปจนถึงการเปิดใช้งานที่บล็อก 965,664 หรือราวเดือนกันยายน 2026
ในสถานการณ์ดังกล่าว โหนดที่รองรับ BIP-110 และโหนดที่ไม่ได้รองรับอาจยอมรับบล็อกคนละชุด และกลายเป็น สองเครือข่ายที่แยกจากกัน
คาดว่าพูลขุดรายใหญ่จะยังอยู่บนสายที่ไม่ใช้ BIP-110 หรือสาย Bitcoin Core ซึ่งมีแฮชเรตมากกว่า 99% ของเครือข่าย ส่วนสาย BIP-110 จะกลายเป็นเครือข่ายส่วนน้อยที่มีกำลังขุดต่ำมาก และในทางปฏิบัติอาจมีลักษณะคล้ายอัลต์คอยน์ที่แยกออกมาจาก Bitcoin
แม้แต่ผู้สนับสนุน BIP-110 ก็ยอมรับถึงความเป็นไปได้นี้ โดยมีการสรุปสถานการณ์ว่า “สาย Core ครองกำลังแฮชทั้งหมด ส่วนสาย BIP110 จะหยุดชะงักหากนักขุดไม่ย้ายมา” และมองว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงจุดยืนผ่าน UASF
ความเสี่ยงที่อาจตามมา ได้แก่ ธุรกรรมถูกนำไปเล่นซ้ำบนอีกสายหนึ่ง หรือ replay attack ความสับสนของแพลตฟอร์มซื้อขาย และความปั่นป่วนในระบบนิเวศช่วงที่เครือข่ายกำลังแยกตัว โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านต่างยอมรับว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีอยู่
นอกจากประเด็น BIP-110 แล้ว Paul Sztorc นักพัฒนา Bitcoin รุ่นเก๋าและผู้ก่อตั้ง LayerTwo Labs ยังประกาศ eCash ซึ่งเป็น Hard Fork แยกต่างหาก โดยตั้งเป้าไว้ที่ บล็อก 964,000 ในเดือนสิงหาคม 2026
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง eCash กับ BIP-110 ได้แก่
ทั้งนี้ eCash ของ Sztorc ไม่เกี่ยวข้องกับข้อถกเถียง BIP-110 โดยตรง และไม่ควรสับสนกับโทเคน eCash (สัญลักษณ์ XEC) ที่มีอยู่ก่อนแล้วจากการแยกตัวของ Bitcoin Cash ในปี 2021
BIP-110 ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอทางเทคนิคเพื่อจำกัดข้อมูลในธุรกรรม Bitcoin แต่เป็นการถกเถียงเรื่องทิศทางของเครือข่ายโดยตรง ฝ่ายสนับสนุนต้องการให้ Bitcoin กลับมาเน้นบทบาทด้านเงินและลดภาระจากข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าการแก้ปัญหาด้วยกฎฉันทามติอาจทำลายความเป็นกลาง เปิดช่องให้เกิดการเซ็นเซอร์ และทำให้เครือข่ายแตกออกเป็นสองสาย
ตัวชี้วัดสำคัญต่อจากนี้คือแรงสนับสนุนจากนักขุดก่อนช่วงบังคับส่งสัญญาณในเดือนสิงหาคม หากตัวเลขยังห่างไกลจาก 55% การเปิดใช้งานแบบ UASF ที่บล็อก 965,664 ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Bitcoin ในปี 2026