ทีมตอบสนองด้วยการออกคำสั่งที่หนักกว่าเดิมเป็นครั้งที่สองให้ลินด์บลัด "รักษาตำแหน่ง" ซึ่งลินด์บลัดก็ทำตามในสตินท์นั้น แต่เรซซิ่ง บูลส์ ไม่ได้หยุดแค่การสั่งทางวิทยุ พวกเขาใช้กลยุทธ์ในการสลับตำแหน่งรถ: ในรอบพิทสต็อปครั้งสุดท้าย พวกเขาให้ลอว์สันได้อันเดอร์คัทหนึ่งรอบ ทำให้เขากลับออกไปนำหน้าลินด์บลัดพร้อมยางใหม่กว่า ลอว์สันยึดอันดับ 9 ไว้ได้จนถึงธงตาหมากรุก นักขับทั้งสองคนทำคะแนนให้ทีมได้เป็นสุดสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน
ความขัดแย้งไม่ได้จบลงแค่บนสนาม นักขับทั้งสองให้เวอร์ชันของเหตุการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหลัง比赛
เลียม ลอว์สัน กล่าวว่า: "เรามีแผนและทำตามแผนได้ดีในสตินท์แรก จากนั้นเราพยายามจัดการ—ผมได้รับคำสั่งให้จัดการเบรกและจะไม่ถูกแซง... แต่ผมก็ถูกแซง" เขาบอกว่าเขาคงจะ "ขอ" เข้าพบทีมเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
อาร์วิด ลินด์บลัด โต้แย้งโดยตรงว่าเขาไม่ได้รับคำสั่งห้ามแซงลอว์สัน: "ผมลองเสี่ยงดูและก็แซงนำหน้าได้... ผมสนุกดี ได้ดวลกันจริงๆ และคิดว่าผมทำผลงานได้ดี" เขายอมรับว่าได้รับคำสั่งให้รักษาตำแหน่ง แต่ก็อ้างว่า "ไม่มีภัยคุกคามจากด้านหลัง" ซึ่งหมายถึงคำสั่งของทีมอาจจะไม่จำเป็น
อลัน เพอร์เมน ทีมหลักของทีม ซึ่งหลายคนคาดว่าจะลงโทษ严厉 กลับออกมาพูดต่อสาธารณะว่าเขาค่อนข้าง "พอใจมาก" กับนักขับทั้งสองคน และปฏิเสธข่าวลือที่จะเปลี่ยนตัวใครคนใดคนหนึ่ง เหตุผลของเขาชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริง: เรซซิ่ง บูลส์ มีนักขับสองคนที่สามารถทำคะแนนได้อย่างสม่ำเสมอ โดยลอว์สันมี 28 แต้ม และลินด์บลัดมี 13 แต้มในขณะนั้น
การมีนักขับหน้าใหม่ที่กล้าสู้กับเพื่อนร่วมทีมที่มีประสบการณ์มากกว่า—และตามทัน—คือสิ่งที่โปรแกรมปั้นนักขับของเรดบูลต้องการจะสร้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจริง แต่มีที่มาจากนักขับทั้งสองคนที่พยายามผลักดันตัวเองเพื่อผลลัพธ์ ซึ่งทีมมองว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ดีกว่าการมีนักขับที่ทำผลงานช้ากว่ากันมาก
จุดยืนของเพอร์เมนได้รับการสนับสนุนจากผลงาน: ทีมกำลังอยู่ในช่วงที่แข่งขันได้ดีที่สุดในรอบหลายปี และความขัดแย้งภายในทีม แม้จะดูวุ่นวายในขณะนั้น แต่ก็เป็นอาการของความแข็งแกร่งนั้นเอง