กำลังทางอากาศที่เข้าร่วมประกอบด้วย
กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ภารกิจนี้ดำเนินการภายใต้แผนความร่วมมือประจำปีระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ และแสดงให้เห็นถึง “ความมุ่งมั่นและขีดความสามารถในการร่วมกันรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค” ฝ่ายรัสเซียก็ระบุเช่นกันว่าไม่มีการรุกล้ำน่านฟ้าของประเทศอื่น และภารกิจดำเนินไปตามแผน
จุดที่ถูกจับตามองคือ นี่เป็นครั้งแรกของชุดภารกิจดังกล่าวที่มีทั้งเครื่องบินขับไล่คุ้มกันและเครื่องบิน AWACS เข้าร่วม สะท้อนว่าการลาดตระเวนกำลังขยับจากภารกิจที่เน้นเครื่องบินทิ้งระเบิด ไปสู่ปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนและหลากหลายบทบาทมากขึ้น
เสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ระบุว่า ตรวจพบเครื่องบินจีนและรัสเซียก่อนที่เครื่องบินเหล่านั้นจะเข้าสู่ เขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้ หรือ KADIZ และได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
KADIZ เป็นพื้นที่ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้เครื่องบินต่างชาติแสดงตนและช่วยให้ติดตามการจราจรทางอากาศได้ โดยมีขอบเขตกว้างกว่าน่านฟ้าอธิปไตยของประเทศ การเข้าสู่ KADIZ จึงไม่เท่ากับการรุกล้ำน่านฟ้าของเกาหลีใต้
กองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่า เครื่องบินจีนและรัสเซีย “เข้าแล้วออกจาก KADIZ โดยไม่ได้เข้าสู่น่านฟ้าอธิปไตยของเกาหลีใต้” ญี่ปุ่นก็ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นติดตามเช่นกัน โดยระบุว่าตรวจพบเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ของจีน 4 ลำ และ Tu-95 ของรัสเซีย 2 ลำ รวมถึงอากาศยานลำอื่น ๆ
ไม่มีรายงานการเผชิญหน้าทางทหาร แต่การส่งเครื่องบินขึ้นตอบสนองสอดคล้องกับแนวทางที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นใช้กับภารกิจร่วมลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2019
การลาดตระเวนทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ร่วมครั้งแรกระหว่างกองทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLAAF กับกองกำลังอวกาศและการบินของรัสเซีย หรือ VKS เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 เหนือทะเลญี่ปุ่นและทะเลจีนตะวันออก รัสเซียเรียกภารกิจดังกล่าวว่าเป็นการลาดตระเวนพิสัยไกลร่วมกับจีนครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก
ภารกิจแรกสร้างความตึงเครียดทันที โดยเกาหลีใต้ระบุว่ามีการยิงกระสุนเตือน ขณะที่ญี่ปุ่นยื่นคำประท้วงอย่างรุนแรง หลังจากนั้น ภารกิจร่วมดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อยปีละครั้งภายใต้แผนความร่วมมือประจำปีของกองทัพจีนและรัสเซีย
การลาดตระเวนครั้งที่ 10 จัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 เหนือทะเลจีนตะวันออกและแปซิฟิกตะวันตก ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ขณะที่รายงานของ Congressional Research Service ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่า จีนและรัสเซียเพิ่มจำนวนการลาดตระเวนและการฝึกร่วมในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2014
เกือบทุกครั้งที่มีภารกิจลักษณะนี้ เกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นติดตาม และบางครั้งมีการประท้วงทางการทูต เนื่องจากเครื่องบินของทั้งสองประเทศมักผ่าน KADIZ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
ภารกิจครั้งที่ 11 แตกต่างจากภารกิจครั้งที่ 10 ในปี 2025 อย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากปักกิ่งและมอสโกอธิบายภารกิจนี้ว่าเป็นการฝึกตามปกติ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่แหล่งวิเคราะห์อิสระมองว่า ภารกิจดังกล่าวยังเป็นการทดสอบความมั่นใจในการปฏิบัติการของสหรัฐฯ และพันธมิตรในอินโด–แปซิฟิกโดยตรง
ในมุมมองของจีนและรัสเซีย การลาดตระเวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางทหารตามปกติ และเป็นการแสดงขีดความสามารถในการปฏิบัติการระยะไกลร่วมกัน แต่สำหรับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ การบินของเครื่องบินทหารจีนและรัสเซียใกล้พื้นที่อ่อนไหวในเอเชียตะวันออกมีนัยทางยุทธศาสตร์มากกว่านั้น
ภารกิจที่มีความถี่และความซับซ้อนเพิ่มขึ้นถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญญาณของความร่วมมือทางทหารจีน–รัสเซียที่ลึกซึ้งขึ้น และเป็นความพยายามถ่วงดุลโครงสร้างความมั่นคงที่เชื่อมโยงสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ในอินโด–แปซิฟิก สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายนจึงไม่ใช่เพียงการบินผ่านน่านฟ้าระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายในภูมิภาคต้องติดตามอย่างใกล้ชิด