อย่างไรก็ตาม หุ้นที่พุ่งขึ้นช่วงก่อนเปิดตลาดราว 5–6% ในวันที่ 25 มิถุนายนกลับลดช่วงบวกลงอย่างมากหลังตลาดเปิด และเคยซื้อขายต่ำกว่าราคาปิดเดิมราว 1% ในช่วงเช้า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนยังแยกแยะระหว่าง “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” กับ “รายได้ที่เกิดขึ้นจริง”
NanoStack คือสถาปัตยกรรมทรานซิสเตอร์แบบ สามมิติ ที่ IBM ระบุว่าสามารถทำงานที่ระดับ 0.7 นาโนเมตร หรือ 7 อังสตรอม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ต่ำกว่า 1 นาโนเมตรที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
ที่ผ่านมา การย่อขนาดทรานซิสเตอร์ส่วนใหญ่มุ่งเพิ่มความหนาแน่นบนระนาบสองมิติ หรือแกน X และ Y มานานกว่า 60 ปี แต่ NanoStack เพิ่มการใช้พื้นที่ในแกน Z ด้วยการนำ nanosheet มาซ้อนกันในแนวตั้งผ่านกระบวนการเชื่อมเวเฟอร์ หรือ wafer bonding
แนวทางนี้ทำให้ IBM ระบุว่าสามารถเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ได้เกือบ สองเท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีชิป 2 นาโนเมตรที่บริษัทเปิดตัวในปี 2021 ต้นแบบดังกล่าวบรรจุทรานซิสเตอร์ได้เกือบ 100,000 ล้านตัว บนชิ้นซิลิคอนขนาดใกล้เคียงเล็บมือ
IBM ระบุว่าได้ทดสอบต้นแบบวงจรตรรกะ CMOS ที่ใช้งานได้ในศูนย์วิจัย Albany และวางแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปจนถึงระดับ 0.1 นาโนเมตร
จากข้อมูลที่เปิดเผย NanoStack มีศักยภาพในสามด้านหลัก ได้แก่
แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ของการออกแบบนี้อาจสูงขึ้นถึง 50% ในด้านประสิทธิภาพ หรือประหยัดพลังงานได้มากถึง 70% เมื่อเทียบกับชิประดับ 2 นาโนเมตร ทั้งนี้ผลลัพธ์จริงจะขึ้นอยู่กับการปรับแต่งและการผลิตในอนาคต ตัวเลขเหล่านี้จึงควรเข้าใจว่าเป็นศักยภาพหรือประมาณการ ไม่ใช่ผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายแล้ว
การเคลื่อนไหวของนักวิเคราะห์ในเดือนมิถุนายนสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อ IBM ดังนี้
| วันที่ | บริษัท | การดำเนินการ | ราคาเป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| 1 มิถุนายน | Barclays โดย Raimo Lenschow | เริ่มต้นคำแนะนำ Overweight | 350 ดอลลาร์ |
| 14 มิถุนายน | Bank of America โดย Wamsi Mohan | เพิ่มราคาเป้าหมายและคงคำแนะนำ Buy | 315 ดอลลาร์ จาก 300 ดอลลาร์ |
| 23 มิถุนายน | JPMorgan โดย Brian Essex | ปรับจาก Neutral เป็น Overweight | 291 ดอลลาร์ จาก 270 ดอลลาร์ |
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ 16 ราย ณ วันที่ 26 มิถุนายนให้ภาพรวมเป็นคำแนะนำ Buy โดย 31% แนะนำ Strong Buy, 38% แนะนำ Buy และ 31% แนะนำ Hold
นักวิเคราะห์หลายรายมอง NanoStack เป็นสัญญาณบวกระยะยาวต่อบทบาทของ IBM ในการประมวลผล AI รวมถึงโอกาสสร้างรายได้จากการให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ดี พวกเขายังชี้ว่าธุรกิจซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รายได้ระยะใกล้ของ IBM ยังคงอยู่ระหว่างการสร้างการเติบโตให้ชัดเจนขึ้น
IBM ยังไม่ได้ประกาศโปรเซสเซอร์เชิงพาณิชย์หรือพันธมิตรโรงงานผลิตสำหรับ NanoStack เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของ IBM โดยทั่วไปถูกนำไปให้สิทธิ์แก่พันธมิตรโรงงานรับจ้างผลิต แทนที่ IBM จะผลิตและจำหน่ายชิปเชิงพาณิชย์ด้วยตัวเอง
ดังนั้น ในเวลานี้ยังไม่มีเส้นทางการผลิตที่ยืนยันได้สำหรับ NanoStack แม้ IBM จะเคยร่วมพัฒนาและให้สิทธิ์เทคโนโลยีแก่พันธมิตรในอุตสาหกรรมมาก่อนก็ตาม
IBM ระบุว่าการนำ NanoStack ไปใช้เชิงพาณิชย์ในระดับใหญ่ที่สุดอาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี และมีรายงานว่าหลังเริ่มผลิตแล้ว การแพร่หลายจนกลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในตลาดอย่างจริงจังอาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีกหลายปี
ต้นแบบดังกล่าวได้รับการสาธิตที่ศูนย์วิจัย Albany และยังเป็น “หมุดหมายในห้องปฏิบัติการ” มากกว่าจะเป็นกระบวนการผลิตที่พร้อมใช้งานในโรงงาน
ก่อนผลิตในปริมาณมากยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลิตชิปสำเร็จ หรือ yield, การจัดการความร้อน และการผสานเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ลายวงจร High NA EUV
IBM มีประวัติประกาศความก้าวหน้าด้านสถาปัตยกรรมชิปในห้องวิจัย ก่อนใช้เวลาหลายปีกว่าจะพัฒนาไปสู่การผลิตจริง โดยท้ายที่สุดมักให้พันธมิตรอย่าง Samsung, GlobalFoundries หรือ Rapidus นำเทคโนโลยีไปผลิตในระดับอุตสาหกรรม แทนการจำหน่ายชิปภายใต้แบรนด์ IBM เอง
ชิประดับ 2 นาโนเมตรของ IBM เปิดตัวตั้งแต่ปี 2021 และเพิ่งเริ่มมีความคาดหวังว่าจะเห็นผลิตภัณฑ์ชุดแรกผ่านความร่วมมือกับ Rapidus ของญี่ปุ่นในช่วงเวลาประมาณ 5 ปีให้หลัง ประวัตินี้ทำให้ตลาดมอง NanoStack เป็นแผนงานระยะยาวมากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ในไตรมาสใกล้ ๆ
NanoStack เป็นความสำเร็จด้านการวิจัยที่มีนัยสำคัญ และช่วยยืนยันว่า IBM ยังคงมีบทบาทในงานวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการพลังประมวลผล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับนักลงทุน การพุ่งขึ้นของหุ้น IBM ในระยะสั้นน่าจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่นของตลาดและการอัปเกรดจาก JPMorgan มากกว่ารายได้จาก NanoStack ที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที เทคโนโลยีนี้จึงควรถูกมองเป็น สัญญาณระยะยาว และโอกาสจากการให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่ตัวเร่งผลประกอบการระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่พุ่งขึ้นช่วงก่อนเปิดตลาดราว 5–6% ในวันที่ 25 มิถุนายนกลับลดช่วงบวกลงอย่างมากหลังตลาดเปิด และเคยซื้อขายต่ำกว่าราคาปิดเดิมราว 1% ในช่วงเช้า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนยังแยกแยะระหว่าง “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” กับ “รายได้ที่เกิดขึ้นจริง”
NanoStack คือสถาปัตยกรรมทรานซิสเตอร์แบบ สามมิติ ที่ IBM ระบุว่าสามารถทำงานที่ระดับ 0.7 นาโนเมตร หรือ 7 อังสตรอม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ต่ำกว่า 1 นาโนเมตรที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
ที่ผ่านมา การย่อขนาดทรานซิสเตอร์ส่วนใหญ่มุ่งเพิ่มความหนาแน่นบนระนาบสองมิติ หรือแกน X และ Y มานานกว่า 60 ปี แต่ NanoStack เพิ่มการใช้พื้นที่ในแกน Z ด้วยการนำ nanosheet มาซ้อนกันในแนวตั้งผ่านกระบวนการเชื่อมเวเฟอร์ หรือ wafer bonding
แนวทางนี้ทำให้ IBM ระบุว่าสามารถเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ได้เกือบ สองเท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีชิป 2 นาโนเมตรที่บริษัทเปิดตัวในปี 2021 ต้นแบบดังกล่าวบรรจุทรานซิสเตอร์ได้เกือบ 100,000 ล้านตัว บนชิ้นซิลิคอนขนาดใกล้เคียงเล็บมือ
IBM ระบุว่าได้ทดสอบต้นแบบวงจรตรรกะ CMOS ที่ใช้งานได้ในศูนย์วิจัย Albany และวางแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปจนถึงระดับ 0.1 นาโนเมตร
จากข้อมูลที่เปิดเผย NanoStack มีศักยภาพในสามด้านหลัก ได้แก่
แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ของการออกแบบนี้อาจสูงขึ้นถึง 50% ในด้านประสิทธิภาพ หรือประหยัดพลังงานได้มากถึง 70% เมื่อเทียบกับชิประดับ 2 นาโนเมตร ทั้งนี้ผลลัพธ์จริงจะขึ้นอยู่กับการปรับแต่งและการผลิตในอนาคต ตัวเลขเหล่านี้จึงควรเข้าใจว่าเป็นศักยภาพหรือประมาณการ ไม่ใช่ผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายแล้ว
การเคลื่อนไหวของนักวิเคราะห์ในเดือนมิถุนายนสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อ IBM ดังนี้
| วันที่ | บริษัท | การดำเนินการ | ราคาเป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| 1 มิถุนายน | Barclays โดย Raimo Lenschow | เริ่มต้นคำแนะนำ Overweight | 350 ดอลลาร์ |
| 14 มิถุนายน | Bank of America โดย Wamsi Mohan | เพิ่มราคาเป้าหมายและคงคำแนะนำ Buy | 315 ดอลลาร์ จาก 300 ดอลลาร์ |
| 23 มิถุนายน | JPMorgan โดย Brian Essex | ปรับจาก Neutral เป็น Overweight | 291 ดอลลาร์ จาก 270 ดอลลาร์ |
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ 16 ราย ณ วันที่ 26 มิถุนายนให้ภาพรวมเป็นคำแนะนำ Buy โดย 31% แนะนำ Strong Buy, 38% แนะนำ Buy และ 31% แนะนำ Hold
นักวิเคราะห์หลายรายมอง NanoStack เป็นสัญญาณบวกระยะยาวต่อบทบาทของ IBM ในการประมวลผล AI รวมถึงโอกาสสร้างรายได้จากการให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ดี พวกเขายังชี้ว่าธุรกิจซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รายได้ระยะใกล้ของ IBM ยังคงอยู่ระหว่างการสร้างการเติบโตให้ชัดเจนขึ้น
IBM ยังไม่ได้ประกาศโปรเซสเซอร์เชิงพาณิชย์หรือพันธมิตรโรงงานผลิตสำหรับ NanoStack เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของ IBM โดยทั่วไปถูกนำไปให้สิทธิ์แก่พันธมิตรโรงงานรับจ้างผลิต แทนที่ IBM จะผลิตและจำหน่ายชิปเชิงพาณิชย์ด้วยตัวเอง
ดังนั้น ในเวลานี้ยังไม่มีเส้นทางการผลิตที่ยืนยันได้สำหรับ NanoStack แม้ IBM จะเคยร่วมพัฒนาและให้สิทธิ์เทคโนโลยีแก่พันธมิตรในอุตสาหกรรมมาก่อนก็ตาม
IBM ระบุว่าการนำ NanoStack ไปใช้เชิงพาณิชย์ในระดับใหญ่ที่สุดอาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี และมีรายงานว่าหลังเริ่มผลิตแล้ว การแพร่หลายจนกลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในตลาดอย่างจริงจังอาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีกหลายปี
ต้นแบบดังกล่าวได้รับการสาธิตที่ศูนย์วิจัย Albany และยังเป็น “หมุดหมายในห้องปฏิบัติการ” มากกว่าจะเป็นกระบวนการผลิตที่พร้อมใช้งานในโรงงาน
ก่อนผลิตในปริมาณมากยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลิตชิปสำเร็จ หรือ yield, การจัดการความร้อน และการผสานเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ลายวงจร High NA EUV
IBM มีประวัติประกาศความก้าวหน้าด้านสถาปัตยกรรมชิปในห้องวิจัย ก่อนใช้เวลาหลายปีกว่าจะพัฒนาไปสู่การผลิตจริง โดยท้ายที่สุดมักให้พันธมิตรอย่าง Samsung, GlobalFoundries หรือ Rapidus นำเทคโนโลยีไปผลิตในระดับอุตสาหกรรม แทนการจำหน่ายชิปภายใต้แบรนด์ IBM เอง
ชิประดับ 2 นาโนเมตรของ IBM เปิดตัวตั้งแต่ปี 2021 และเพิ่งเริ่มมีความคาดหวังว่าจะเห็นผลิตภัณฑ์ชุดแรกผ่านความร่วมมือกับ Rapidus ของญี่ปุ่นในช่วงเวลาประมาณ 5 ปีให้หลัง ประวัตินี้ทำให้ตลาดมอง NanoStack เป็นแผนงานระยะยาวมากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ในไตรมาสใกล้ ๆ
NanoStack เป็นความสำเร็จด้านการวิจัยที่มีนัยสำคัญ และช่วยยืนยันว่า IBM ยังคงมีบทบาทในงานวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการพลังประมวลผล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับนักลงทุน การพุ่งขึ้นของหุ้น IBM ในระยะสั้นน่าจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่นของตลาดและการอัปเกรดจาก JPMorgan มากกว่ารายได้จาก NanoStack ที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที เทคโนโลยีนี้จึงควรถูกมองเป็น สัญญาณระยะยาว และโอกาสจากการให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่ตัวเร่งผลประกอบการระยะใกล้