เลอโนโวประกาศชัดเจนที่งาน ISC 2026 ว่า ราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND จะไม่มีวันกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับต้นปี 2025 อีกต่อไป และคาดว่าราคาที่สูงขึ้นนี้จะเป็น 'New Normal' ที่จะคงอยู่ไปจนถึงปี 2030 และต่อๆ ไป [34][36][39]

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What did Lenovo announce at the ISC 2026 conference about memory prices, and how is the broader ". Article summary: Here is the verified, source-backed breakdown of each claim.. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
ในงานประชุม ISC 2026 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เลอโนโว (Lenovo) ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนและรุนแรงถึงวงการพีซีว่า ราคาหน่วยความจำจะไม่กลับลงมา เพราะบริษัทได้นำเสนอข้อมูลกราฟราคา DRAM และ NAND Flash ที่พุ่งสูงขึ้น โดยระบุว่าต้นทุนเหล่านี้จะไม่มีวันกลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนต้นปี 2025 และนี่คือ 'New Normal' ในโลกของฮาร์ดแวร์ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2030 และหลังจากนั้น คำเตือนนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าวิกฤตการณ์ 'RAMageddon' ซึ่งเกิดจากความต้องการของ AI data center และการปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตของโรงงานชิปไปผลิต High-Bandwidth Memory (HBM) นั้นไม่ใช่การขึ้นราคาชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างราคาอย่างถาวรในตลาดหน่วยความจำ
ตามรายงานของ ComputerBase, Wccftech และ TechRadar การนำเสนอของเลอโนโวที่ ISC 2026 นั้นตรงไปตรงมามาก: “ราคาจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนปีที่แล้วอีก” โดยบริษัทชี้ให้เห็นว่าราคาหน่วยความจำเริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงประมาณไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ของปี 2025 และได้พุ่งขึ้นสูงจนถึงระดับที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
เลอโนโวยังคาดการณ์อีกว่า อุปกรณ์ทุกประเภท ตั้งแต่พีซีไปจนถึงมือถือ จะต้องเจอแรงกดดันจากการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็น 'New Normal' ในปี 2030 และหลังจากนั้น สิ่งนี้ไม่ใช่มุมมองของเลอโนโวเพียงฝ่ายเดียว: ไมโครซอฟท์ยังได้คาดการณ์แยกต่างหากว่าราคาหน่วยความจำจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้งในระยะเวลากว่า 1 ปี
คำเตือนนี้ไม่ใช่การคาดการณ์ที่เลื่อนลอย เลอโนโวได้ขึ้นราคาพีซีของตัวเองไปแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อชดเชยต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น และได้แจ้งเตือนพาร์ทเนอร์ช่องทางจำหน่ายถึงการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้ากลุ่ม commercial และ consumer
ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ถูกเรียกกันว่า 'RAMageddon' หรือ 'RAMpocalypse' ซึ่งเป็นการขาดแคลนหน่วยความจำเชิงโครงสร้างที่แตกต่างจากการขาดแคลนชิปในปี 2020–2023 ในขณะที่การขาดแคลนครั้งก่อนเกิดจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากโรคระบาด วิกฤตครั้งนี้เกิดจากการจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานทั่วโลกไปที่ HBM สำหรับ AI data center ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่ามาก
HBM เป็นหน่วยความจำแบบซ้อนที่จำเป็นสำหรับการฝึกและรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการสูงมากและค่อนข้างไม่ยืดหยุ่นต่อราคา ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ 3 รายที่ครองส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 95% ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron ได้เปลี่ยนสายการผลิตไปสู่ HBM อย่างเป็นระบบ ทำให้ตลาด DRAM และ NAND ทั่วไปสำหรับพีซีและสมาร์ทโฟนขาดแคลนอย่างหนัก
ตัวชี้วัดความรุนแรงของการขาดแคลน
รายงานของ TrendForce ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยืนยันถึงขนาดของการพุ่งขึ้นของราคา :
ราคาเหล่านี้คือราคาสัญญา (contract prices) ไม่ใช่ราคาขายปลีก (spot price) ซึ่งหมายความว่าราคาเหล่านี้จะกำหนดต้นทุนของชิ้นส่วน (Bill-of-Materials) สำหรับผู้ผลิตพีซีและสมาร์ทโฟนโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมหน่วยความจำคือผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ปี fiscal 2026 ของ Micron ในวันที่ 24–25 มิถุนายน ซึ่งตรงกับงาน ISC 2026
ไมครอนประกาศว่าได้เซ็นสัญญา 16 ฉบับ Strategic Customer Agreements (SCAs) กับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการ data center และผู้ผลิตรถยนต์ เงื่อนไขสำคัญคือ:
อัตรากำไรขั้นต้นของ Micron ทำสถิติสูงสุดที่ 84.9% ในไตรมาสที่ 3 fiscal 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจการกำหนดราคาที่ผู้ผลิตมีอยู่ในขณะนี้
สัญญาเหล่านี้เปลี่ยนแปลงวงจรขาขึ้น-ขาลงของอุตสาหกรรมหน่วยความจำแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการล็อคราคาที่สูงขึ้นในเชิงโครงสร้างเป็นเวลาหลายปี ไมครอนได้ส่งสัญญาณไปยังตลาดว่ายุคของหน่วยความจำราคาถูกอาจสิ้นสุดลงแล้ว
คำถามเดิมอ้างถึงการคาดการณ์เฉพาะของ Gartner ที่ว่าราคา DRAM และ NAND รวมกันจะพุ่งขึ้น 130% ในปี 2026 และยอดจัดส่งพีซีจะลดลง 10.4% แม้ว่าจะไม่พบข่าวประชาสัมพันธ์โดยตรงของ Gartner ในการค้นหานี้ แต่แหล่งข่าวรองและการวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมจำนวนมากรายงานว่า:
ตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลของ TrendForce: การเพิ่มขึ้นของไตรมาส 1 (+90–95%) และไตรมาส 2 (+58–63%) รวมกันแล้วทำให้การพุ่งขึ้น 130% เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเฉพาะของ Gartner ไม่สามารถยืนยันได้โดยอิสระจากข่าวประชาสัมพันธ์โดยตรงของ Gartner ในการค้นหาครั้งนี้
วิกฤตหน่วยความจำได้ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคแล้ว:
การสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ใช้เวลา 3 ถึง 5 ปีนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (wafer) แผ่นแรก โรงงานที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้จะไม่สามารถผลิต HBM หรือ DRAM ทั่วไปได้อย่างมีความหมายจนกว่าจะถึงปลายปี 2027 หรือ 2028 อย่างเร็วที่สุด
ถึงอย่างนั้น กำลังการผลิตใหม่จาก Samsung, SK Hynix และ Micron ก็มีแนวโน้มที่จะถูกจัดสรรให้กับ HBM ก่อน เนื่องจากมีอัตรากำไรที่สูงกว่ามาก
เลอโนโวเองก็ชี้ให้เห็นว่าแม้ผลผลิตจากผู้ผลิตรายใหญ่จะเพิ่มขึ้น แต่อุปทานยังคงถูกจำกัด
ข้อกล่าวอ้างสำคัญทุกข้อที่อ้างถึงในคำถามเดิมได้รับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่มีอำนาจสูงหลายแห่ง:
ยุคของหน่วยความจำราคาถูกสิ้นสุดลงแล้ว ดังที่เลอโนโวกล่าวไว้: ราคาหน่วยความจำที่สูงไม่ใช่แค่เรื่องขัดตาขัดตาชั่วคราว แต่มันคือความปกติใหม่ (new normal)
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
เลอโนโวประกาศชัดเจนที่งาน ISC 2026 ว่า ราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND จะไม่มีวันกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับต้นปี 2025 อีกต่อไป และคาดว่าราคาที่สูงขึ้นนี้จะเป็น 'New Normal' ที่จะคงอยู่ไปจนถึงปี 2030 และต่อๆ ไป [34][36][39]
Loading comments...
Comments
0 comments