ในช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ดึงน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserves) ออกมาใช้เป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงเกินไป กูแร็งชาสชี้ว่าการปล่อยน้ำมันสำรองนี้ออกมาสู่ตลาด "ช่วยสกัดกั้นการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงกว่าของราคาน้ำมัน" แต่ขณะนี้ ประเทศต่างๆ แทบไม่มีกำลังสำรองเหลือเป็นเกราะป้องกันอีกต่อไป หากข้อตกลงหยุดยิงล่มสลายและกลับมามีการสู้รบอีกครั้ง แต่ละประเทศจะมีเครื่องมือหรือทางเลือกในการรับมือกับภาวะช็อกจากอุปทานน้ำมันที่น้อยลงอย่างมาก เพราะน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ได้ถูกใช้หมดไปแล้วในช่วงสงคราม
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ IMF ก็ระบุในวันที่ 25 มิถุนายนว่าราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติ และเส้นทางการค้าในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียก็ยังคงหยุดชะงักอยู่
ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ประจำเดือนเมษายน 2026 IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จากเดิมที่ 3.3% ในการคาดการณ์เดือนมกราคม โดยตัวเลขนี้เป็นไปตาม "การคาดการณ์อ้างอิง" (reference forecast) ซึ่งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะกินเวลาไม่นานนัก ส่วนอัตราเงินเฟ้อโลกคาดการณ์ไว้ที่ 4.4%
IMF ได้นำเสนอสถานการณ์เลวร้ายอีกสามสถานการณ์ ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามวิวัฒนาการของความขัดแย้ง ได้แก่ เลวร้ายกว่า (weaker), เลวร้ายมาก (worse), และรุนแรงที่สุด (severe) ภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกอาจถลำเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่
ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน กูแร็งชาสเคยเตือนไว้ว่า "ความเสียหายบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว และความเสี่ยงด้านลบยังคงอยู่ในระดับสูง" โดยชี้ว่าขนาดของผลกระทบครั้งสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขอบเขตของความขัดแย้ง มาถึงช่วงปลายเดือนมิถุนายน เขาย้ำอีกครั้งว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ "ความเสี่ยงด้านลบที่มีนัยสำคัญ" หากข้อตกลงหยุดยิงที่ "เปราะบาง" นี้ไม่สามารถธำรงไว้ได้ นอกเหนือจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว กูแร็งชาสยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยลบอื่นๆ ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ทางการค้าโลก ความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ยังคงมีอยู่ และผลกระทบที่ยืดเยื้อจากมาตรการภาษีศุลกากรที่ได้ทำให้แนวโน้มการเติบโตอ่อนแอลงอยู่ก่อนแล้ว
ข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันถูกอธิบายว่า เปราะบาง อย่างยิ่ง ความขัดแย้งหลักระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงคลี่คลายไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ทีดี อีโคโนมิกส์ (TD Economics) ระบุว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลงในประเด็นพื้นฐานเหล่านี้ ทำให้เกิด "ข้อกังขาว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันจะสามารถพัฒนาไปสู่การลดความตึงเครียดที่ยั่งยืนได้หรือไม่"
โดยสรุปแล้ว สาระสำคัญของคำเตือนของกูแร็งชาสคือ เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง ตัวดูดซับแรงกระแทกชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว—นั่นคือน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์—กำลังจะหมดลง ทำให้ไม่มีเกราะป้องกันใดๆ เหลืออีกต่อไป หากการทูตล้มเหลว
ในช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ดึงน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserves) ออกมาใช้เป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงเกินไป กูแร็งชาสชี้ว่าการปล่อยน้ำมันสำรองนี้ออกมาสู่ตลาด "ช่วยสกัดกั้นการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงกว่าของราคาน้ำมัน" แต่ขณะนี้ ประเทศต่างๆ แทบไม่มีกำลังสำรองเหลือเป็นเกราะป้องกันอีกต่อไป หากข้อตกลงหยุดยิงล่มสลายและกลับมามีการสู้รบอีกครั้ง แต่ละประเทศจะมีเครื่องมือหรือทางเลือกในการรับมือกับภาวะช็อกจากอุปทานน้ำมันที่น้อยลงอย่างมาก เพราะน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ได้ถูกใช้หมดไปแล้วในช่วงสงคราม
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ IMF ก็ระบุในวันที่ 25 มิถุนายนว่าราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติ และเส้นทางการค้าในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียก็ยังคงหยุดชะงักอยู่
ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ประจำเดือนเมษายน 2026 IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จากเดิมที่ 3.3% ในการคาดการณ์เดือนมกราคม โดยตัวเลขนี้เป็นไปตาม "การคาดการณ์อ้างอิง" (reference forecast) ซึ่งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะกินเวลาไม่นานนัก ส่วนอัตราเงินเฟ้อโลกคาดการณ์ไว้ที่ 4.4%
IMF ได้นำเสนอสถานการณ์เลวร้ายอีกสามสถานการณ์ ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามวิวัฒนาการของความขัดแย้ง ได้แก่ เลวร้ายกว่า (weaker), เลวร้ายมาก (worse), และรุนแรงที่สุด (severe) ภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกอาจถลำเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่
ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน กูแร็งชาสเคยเตือนไว้ว่า "ความเสียหายบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว และความเสี่ยงด้านลบยังคงอยู่ในระดับสูง" โดยชี้ว่าขนาดของผลกระทบครั้งสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขอบเขตของความขัดแย้ง มาถึงช่วงปลายเดือนมิถุนายน เขาย้ำอีกครั้งว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ "ความเสี่ยงด้านลบที่มีนัยสำคัญ" หากข้อตกลงหยุดยิงที่ "เปราะบาง" นี้ไม่สามารถธำรงไว้ได้ นอกเหนือจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว กูแร็งชาสยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยลบอื่นๆ ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ทางการค้าโลก ความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ยังคงมีอยู่ และผลกระทบที่ยืดเยื้อจากมาตรการภาษีศุลกากรที่ได้ทำให้แนวโน้มการเติบโตอ่อนแอลงอยู่ก่อนแล้ว
ข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันถูกอธิบายว่า เปราะบาง อย่างยิ่ง ความขัดแย้งหลักระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงคลี่คลายไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ทีดี อีโคโนมิกส์ (TD Economics) ระบุว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลงในประเด็นพื้นฐานเหล่านี้ ทำให้เกิด "ข้อกังขาว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันจะสามารถพัฒนาไปสู่การลดความตึงเครียดที่ยั่งยืนได้หรือไม่"
โดยสรุปแล้ว สาระสำคัญของคำเตือนของกูแร็งชาสคือ เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง ตัวดูดซับแรงกระแทกชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว—นั่นคือน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์—กำลังจะหมดลง ทำให้ไม่มีเกราะป้องกันใดๆ เหลืออีกต่อไป หากการทูตล้มเหลว