Bitcoin ร่วงลงไปแตะ 58,000 ดอลลาร์ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ส่งผลให้เกิดการ Liquidation รวมมูลค่า 1.26 พันล้านดอลลาร์ในตลาดคริปโตครอบคลุมกว่า 209,000 เทรดเดอร์ [17][19][2... สาเหตุหลัก 4 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน: (1) การหมดอายุของออปชัน Bitcoin มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านด...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused Bitcoin to plunge to $58,000 on Friday, June 26, triggering over $1.26 billion in cry. Article summary: Here is the verified, source-backed explanation of the June 26 sell-off.. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evid
ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ราคาบิทคอยน์ (Bitcoin) ได้ร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ประมาณ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 การเคลื่อนไหวครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดการเทขายแบบลูกโซ่ (Cascade of Forced Selling) ที่กวาดล้างสถานะ Leverage ในตลาดคริปโตเคอเรนซีรวมมูลค่าสูงถึง 1.26 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทรดเดอร์กว่า 209,000 รายภายใน 24 ชั่วโมง ตามข้อมูลจาก CoinGlass
สาเหตุของการเทขายครั้งใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากแรงกดดัน 4 ประการที่มาบรรจบกันพอดีจนเกิดเป็น 'พายุสมบูรณ์แบบ' สำหรับตลาดคริปโต
ปัจจัยเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดคือการหมดอายุของสัญญาออปชันบิทคอยน์ (Notional Bitcoin Options) มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์บน Deribit ซึ่งเป็นกระดานเทรดออปชันคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยกำหนดหมดอายุในเวลา 16.00 น. ของวันศุกร์ตามเวลาในสิงคโปร์ การหมดอายุครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37% ของ Open Interest ทั้งหมดของ Deribit
โครงสร้างของออปชันที่กำลังจะหมดอายุนี้มีทิศทางเป็นขาลงอย่างชัดเจน โดย Puts (สัญญาที่ให้สิทธิในการขาย) มีความได้เปรียบสุทธิ (Net Advantage) ราว 1,000 ถึง 3,400 ล้านดอลลาร์เหนือ Calls (สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ) ซึ่งส่งผลให้ฝั่ง Bulls หรือนักลงทุนที่มองขาขึ้นตกอยู่ในความเสี่ยง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าการหมดอายุครั้งนี้เสี่ยงที่จะเพิ่มแรงกดดันให้กับตลาดที่กำลังเผชิญกับความต้องการจากสถาบันที่ลดลงและแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคอยู่แล้ว
ขณะที่ราคาบิทคอยน์ในตลาด Spot ปรับตัวลดลง ทำให้สัดส่วนของ Open Interest มูลค่ารวม 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ประมาณ 80% หรือคิดเป็นราว 8.6 พันล้านดอลลาร์ เคลื่อนตัวออกจากช่วง 'In-the-money' (ITM) หรือภาวะที่การใช้ออปชันทำกำไรได้ ทำให้สถานะโดยรวมของกระดานมีความเอนเอียงอย่างผิดปกติก่อนถึงวันหมดอายุ
ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค (Macro Backdrop) ทรุดตัวลงอย่างชัดเจนเพียงหนึ่งวันก่อนการล่มสลายของราคา เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ (Bureau of Economic Analysis) รายงานว่าดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption Expenditures - PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสำคัญ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.8% ในเดือนเมษายน ขณะที่ Core PCE (ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
PNC Economics ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งสองตัวนี้เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023
ข้อมูลดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนาน (Hawkish Backdrop) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอเรนซี
การเทขายครั้งใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากปริมาณ Bitcoin ที่ถูกขุดใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดจนล้นตลาด (Supply Glut) แต่กลับกัน มันเกิดจากความล้มเหลวของอุปสงค์ (Demand-Side Failure) สำนักข่าว Bloomberg อธิบายว่าตลาดกำลัง "ดิ้นรนกับความต้องการจากสถาบันที่เลือนหายไปและแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค" ความต้องการซื้อ Bitcoin ที่ชัดเจน (Apparent Demand) ยังคงติดลบเป็นเวลา 208 วันติดต่อกันนับถึงวันที่ 25 มิถุนายน
เมื่อนักลงทุนสถาบันถอยห่างออกไปและความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยเสื่อมถอยลง ทำให้ตลาดขาดพลังในการซื้อเพื่อรองรับแรงกดขายจากการป้องกันความเสี่ยงในตลาดออปชันและการปรับฐานราคาตามปัจจัยมหภาค คำอธิบายทางด้านอุปสงค์นี้สอดคล้องกับปริมาณ Bitcoin ในกระดานเทรดที่อยู่ในระดับต่ำและปริมาณความต้องการใหม่ที่ไม่เพียงพอในภาพรวมตลาด
อีเธอเรียม (Ethereum) ก็อ่อนแรงลงอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับ Bitcoin โดย TradingKey ระบุว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองเข้าใกล้ระดับ 1,700 ดอลลาร์ในช่วงขาลง การร่วงลงครั้งนี้ลาก Ethereum ลงไปต่ำกว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับเปิดในวันที่ 26 มิถุนายน หลังจากข้อมูล PCE ออกมา
ETH ตกอยู่ในสภาวะเดียวกับ Bitcoin นั่นคือได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาค ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง และความอ่อนแอของตลาดคริปโตโดยรวม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดของตลาดและส่งผลให้เกิดการ Liquidation แบบลูกโซ่
ลำดับเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปิดเผยข้อมูล PCE เดือนพฤษภาคมในวันที่ 25 มิถุนายนแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งเป็นการตอกย้ำภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคที่ 'เอนเอียงไปทางการคุมเข้ม' (Hawkish) และชะลอความคาดหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยลง แรงกระแทกทางเศรษฐกิจมหภาคนั้นเกิดขึ้นกับตลาดคริปโตที่อ่อนแออยู่แล้วจากการลดลงของความต้องการจากสถาบัน
ในเวลาเดียวกัน การหมดอายุของออปชัน Bitcoin มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์บน Deribit ที่กำลังจะมาถึงก็ถือเป็นเหตุการณ์ Derivative ครั้งใหญ่ของตลาดที่กำลังเปราะบาง
โครงสร้างการหมดอายุเป็นขาลง โดยฝั่ง Puts (การวางสถานะขาย) ครอบงำและมีความได้เปรียบสุทธิ 1,000 ถึง 3,400 ล้านดอลลาร์
ซึ่งหมายความว่า Market Makers และนักเทรดรายใหญ่มีแรงจูงใจที่จะกดราคาให้ต่ำลง
เมื่อราคา Bitcoin ทะลุแนวรับสำคัญลงมา เกมการเทขายแบบ Liquidation Cascade ก็เริ่มต้นขึ้น สถานะ Long ที่ใช้ Leverage กว่า 450 ล้านดอลลาร์ ถูกกวาดทิ้งภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งยิ่งเร่งการดิ่งลงของราคา Bitcoin ทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 58,031 ดอลลาร์ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ 59,646 ดอลลาร์ โดยในเซสชั่นดังกล่าวเกิดการ Liquidation ในตลาด Futures รวมกันประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ และ Bitcoin ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2026
โดยรวมแล้ว มีการ Liquidation สถานะคริปโต 1.26 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทรดเดอร์ 209,000 ราย โดยนักลงทุนที่เปิดสถานะ Long (มองว่าขึ้น) เป็นฝ่ายแบกรับความเสียหายส่วนใหญ่
การเทขายในวันที่ 26 มิถุนายนไม่ได้เกิดจากปริมาณ Bitcoin ที่ถูกขุดใหม่ล้นตลาดจนไหลเข้าสู่กระดานเทรด แต่กลับกัน มันเป็นความล้มเหลวของอุปสงค์ที่ถูกขยายผลจากสถานะขาลงในตลาด Derivative การเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ไม่ได้เป็นมิตรระลอกใหม่ และคลื่นการ Liquidation ที่ถาโถมซ้ำเติม ด้วยปัจจัยพื้นหลังที่เต็มไปด้วยความต้องการของสถาบันที่เลือนหายไปและแรงกดดันมหภาค ทำให้การหมดอายุของออปชันมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ตลาดที่ไร้พลังในการซื้อเพื่อป้องกันแนวรับสำคัญถึงกับต้องแตกร้าว
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Bitcoin ร่วงลงไปแตะ 58,000 ดอลลาร์ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ส่งผลให้เกิดการ Liquidation รวมมูลค่า 1.26 พันล้านดอลลาร์ในตลาดคริปโตครอบคลุมกว่า 209,000 เทรดเดอร์ [17][19][2...
Bitcoin ร่วงลงไปแตะ 58,000 ดอลลาร์ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ส่งผลให้เกิดการ Liquidation รวมมูลค่า 1.26 พันล้านดอลลาร์ในตลาดคริปโตครอบคลุมกว่า 209,000 เทรดเดอร์ [17][19][2... สาเหตุหลัก 4 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน: (1) การหมดอายุของออปชัน Bitcoin มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์บน Deribit ซึ่งมีโครงสร้างเป็นขาลง [1][12][13] (2) ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE เดือนพฤษภาคมที่เร่งตัวขึ้นแตะ 4.1% สูงสุดนับต...
การร่วงลงครั้งนี้เป็น 'Demand side Failure' หรือความล้มเหลวจากด้านอุปสงค์ที่ถูกขยายผลด้วยการวางสถานะขาลงในตลาด Derivative และข้อมูลเงินเฟ้อที่ไม่เป็นมิตร ไม่ใช่การที่ Bitcoin ใหม่จำนวนมากถูกเทเข้ามาในตลาด [1]
Loading comments...
Comments
0 comments