ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ผลงานของ อุสมาน เดมเบเล ซึ่งยิงแฮตทริกตั้งแต่ครึ่งแรกและใช้เวลาเพียง 32 นาทีในการทำครบสามประตู นับเป็นแฮตทริกที่เร็วที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เดซีเร ดูเอช่วยโขกประตูปิดท้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง
นอร์เวย์ (4-3-3): เอกิล เซลวิค (ผู้รักษาประตู); เฟรดริก อัวร์สเนส, เลโอ เอิสติกอร์ด, เฮนริก ฟัลชาเนอร์, เฟรดริก บียอร์คัน; เดโล อาสการ์ด, แพทริก เบิร์ก (กัปตันทีม), คริสเตียน ธอร์สต์เวดต์; ออสการ์ บ็อบบ์, เยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน, อันเดรียส เชลเดอรุป
นอร์เวย์ตัดสินใจพักผู้เล่นตัวหลักหลายราย เนื่องจากผ่านเข้ารอบไปแล้วก่อนเกมนี้ โดยเฉพาะ เออร์ลิง ฮาลันด์ รวมถึงมาร์ติน เออเดอโกร์ด, ยูเลียน รีเออร์สัน, คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์, ซานเดอร์ แบร์เก และอันโตนิโอ นูซา
ฝรั่งเศส (4-2-3-1): ไมค์ เมญ็อง (ผู้รักษาประตู); ชูลส์ กุนเด, วิลเลียม ซาลิบา, ดาโยต์ อูปาเมกาโน, เตโอ แอร์กน็องเดซ; มานู โกเน, โอเรเลียง ชูอาเมนี; อุสมาน เดมเบเล, ไมเคิล โอลิเซ, เดซีเร ดูเอ; คีลิยัน เอ็มบัปเป (กัปตันทีม)
ฝรั่งเศสส่งผู้เล่นชุดเกือบเต็มกำลังลงสนาม โดยมีเอ็มบัปเปออกสตาร์ตในฐานะกัปตันทีม
| อันดับ | ทีม | คะแนน | ผลต่างประตู | ยิงได้ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ฝรั่งเศส | 9 | +8 | 10 |
| 2 | นอร์เวย์ | 6 | +1 | 8 |
| 3 | เซเนกัล | 3 | +2 | 8 |
| 4 | อิรัก | 0 | -11 | 1 |
ฝรั่งเศสและนอร์เวย์การันตีการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ก่อนเกมนัดนี้แล้ว ขณะที่ชัยชนะของเซเนกัลเหนืออิรักทำให้เซเนกัลผ่านเข้ารอบในฐานะหนึ่งในทีมอันดับสามที่ดีที่สุด ส่งผลให้ทั้งสามทีมจากกลุ่มไอได้ไปต่อในรอบ 32 ทีมสุดท้าย
ชัยชนะนัดนี้จึงไม่ได้แค่ทำให้ฝรั่งเศสเก็บคะแนนเต็มเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ทีมคว้าอันดับหนึ่งของกลุ่มและเข้าสู่เส้นทางน็อกเอาต์ในฐานะแชมป์กลุ่ม ขณะที่นอร์เวย์ยังคงมีโอกาสลุ้นต่อในฐานะรองแชมป์กลุ่ม แม้จะต้องรับมือกับไอวอรีโคสต์ในรอบถัดไป