เกมนัดสุดท้ายของกลุ่ม G ที่ซีแอตเทิล สเตเดียม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 จบลงด้วยผลเสมอสุดระทึก ซึ่งเพียงพอให้อียิปต์ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่อิหร่านต้องรอผลจากกลุ่มอื่นเพื่อดูว่าจะติดหนึ่งในแปดทีมอันดับสามที่ดีที่สุดหรือไม่
อียิปต์ออกสตาร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบในนาทีที่ 5 เมื่อมาห์มูด ซาเบอร์ฉวยโอกาสจากบอลที่แนวรับอิหร่านสกัดไม่ขาด ก่อนซัดผ่านมืออาลีเรซา เบย์รันวานด์เข้าไปให้ทีมขึ้นนำ 1-0
อิหร่านมีโอกาสตีเสมออย่างรวดเร็ว หลังได้จุดโทษในช่วงต้นเกม แต่เมห์ดี ทาเรมี ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอิหร่าน ยิงไม่ผ่านมือผู้รักษาประตูมอสตาฟา โชเบียร์ในนาทีที่ 11
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงเดินหน้าบุกต่อ และตามตีเสมอได้ในนาทีที่ 14 จากรามิน เรซาเอียนที่ยิงมุมแคบได้อย่างเฉียบขาด สกอร์กลับมาเป็น 1-1
ช่วงท้ายเกมกลายเป็นฉากสำคัญที่สุดของค่ำคืน เมื่ออิหร่านโหมบุกหวังคว้าชัย ในนาทีที่ 93 โชจา คาลิลซาเดห์ตามซ้ำบอลระยะเผาขนเข้าประตู นักเตะและม้านั่งสำรองอิหร่านฉลองกันอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าทีมพลิกขึ้นนำ 2-1 ได้สำเร็จ
แต่หลังผู้ตัดสินตรวจสอบภาพจาก VAR ประตูดังกล่าวถูกยกเลิก เนื่องจากคาลิลซาเดห์อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าเพียงเล็กน้อย ทำให้สกอร์ยังคงอยู่ที่ 1-1
อิหร่านยังเกือบได้ประตูอีกหลายครั้งในช่วงทดเวลา โดยลูกโหม่งของซาอีด เอซาโตลาฮีและเมห์ดี ทาเรมีพุ่งชนคานคนละครั้ง ขณะที่ยาสเซอร์ อิบราฮิมสกัดบอลจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ป้องกันไม่ให้เรซาเอียนยิงประตูที่สองของตัวเอง
| อันดับ | ทีม | คะแนน | สถานะ |
|---|---|---|---|
| 1 | เบลเยียม | 7 | ผ่านเข้ารอบ 32 ทีม |
| 2 | อียิปต์ | 5 | ผ่านเข้ารอบ 32 ทีม |
| 3 | อิหร่าน | 3 | รอลุ้นอันดับสามที่ดีที่สุด |
| 4 | นิวซีแลนด์ | 1 | ตกรอบ |
อียิปต์ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ทีมประเดิมฟุตบอลโลกในปี 1934 โดยจะพบกับ ออสเตรเลีย ในรอบน็อกเอาต์
ด้านอิหร่านจบอันดับสามของกลุ่มด้วย 3 คะแนน จึงยังไม่รู้ชะตากรรมทันที ต้องรอผลการแข่งขันจากกลุ่มอื่นเพื่อดูว่าจะมีคะแนนและผลงานดีพอเป็นหนึ่งในแปดทีมอันดับสามที่ได้ผ่านเข้ารอบหรือไม่
รามิน เรซาเอียนได้รับรางวัล ซูเปอร์เพลเยอร์ ออฟ เดอะ แมตช์ จากผลงานสำคัญ โดยเฉพาะประตูตีเสมอให้อิหร่าน
ฮอสซัม ฮัสซัน กุนซืออียิปต์แสดงความภาคภูมิใจอย่างมากกับความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์เป็นครั้งแรก พร้อมยอมรับว่าเกมช่วงท้ายเต็มไปด้วยความกดดันและดราม่า
ส่วนมาห์มูด ซาเบอร์ ผู้ทำประตูแรกของอียิปต์ บอกว่าการพาทีมผ่านเข้ารอบคือ “ความฝันที่กลายเป็นจริง” และชื่นชมจิตใจนักสู้ของเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันต้านแรงกดดันจากอิหร่านในช่วงท้ายเกม