ตัวเลขขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่เงินไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF การยอมจำนนของนักขุด ไปจนถึงความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนสถาบันที่ลดลง
การชำระบัญชีครั้งนี้ประกอบด้วยสัญญา Bitcoin ราว 150,000 สัญญา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 9,060 ล้านดอลลาร์ และสัญญา Ethereum ราว 1 ล้านสัญญา มูลค่าประมาณ 1,570 ล้านดอลลาร์
ก่อนถึงวันหมดอายุ หลายสำนักประเมินมูลค่าเฉพาะสัญญา BTC ไว้ใกล้ระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าสถานะคงค้างของออปชัน Bitcoin ในทุกแพลตฟอร์มรวมกันเกือบ 34,500 ล้านดอลลาร์ โดยสัญญาที่หมดอายุบน Deribit คิดเป็นสัดส่วนราว 79% ของตลาด
ข้อมูลสำคัญ ณ การหมดอายุมีดังนี้
| สินทรัพย์ | ระดับ Max pain | สัดส่วน Put/Call |
|---|---|---|
| BTC | 70,000 ดอลลาร์ | 0.63 |
| ETH | 2,000 ดอลลาร์ | 0.50 |
คำว่า max pain หมายถึงระดับราคาที่ผู้ถือออปชันโดยรวมจะได้รับความเสียหายมากที่สุดเมื่อสัญญาหมดอายุ ส่วนสัดส่วน Put/Call ต่ำกว่า 1.0 สื่อว่ามีสถานะ Call ซึ่งมักใช้เดิมพันว่าราคาจะขึ้น มากกว่าสถานะ Put ซึ่งมักใช้เดิมพันขาลงหรือป้องกันความเสี่ยง
ดังนั้น ทั้ง BTC และ ETH จึงมีโครงสร้างสถานะที่เอนเอียงไปทางขาขึ้นก่อนหมดอายุ แต่ราคาตลาดจริงกลับอยู่ต่ำกว่าระดับ max pain อย่างมาก รายงานก่อนหน้านี้บางฉบับระบุว่า BTC มี max pain ที่ 72,000 ดอลลาร์ และมี Put/Call ราว 0.81–0.83 ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังกว่าตัวเลขสุดท้าย
การปรับตัวลงของ Bitcoin ในเดือนมิถุนายนทำให้ผู้ถือออปชันฝั่งขาขึ้นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ตลาดเคยวางเดิมพันว่าราคาจะขึ้นไปใกล้ระดับ 70,000–72,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อราคาจริงอยู่ต่ำกว่ามาก สัญญาฝั่งขาขึ้นส่วนใหญ่จึงไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างคุ้มค่า
นักวิเคราะห์มองว่า การหมดอายุของออปชันอาจช่วยปลดสถานะที่เคยทำหน้าที่ “ตรึงราคา” ไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันขาลงจะหายไปทันที
กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 469 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 24 มิถุนายนเพียงวันเดียว ขณะที่กองทุน Ethereum ETF มีเงินไหลออกเพิ่มอีก 30 ล้านดอลลาร์
ในช่วง 30 วันก่อนหน้า Bitcoin ETF มีเงินไหลออกสุทธิรวมประมาณ 6,350 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นผลการดำเนินงานที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเริ่มเปิดตัว นอกจากนี้ ช่วงสามสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 มิถุนายน เงินไหลออกจาก Bitcoin ETF รวมกันเกิน 4,210 ล้านดอลลาร์
ธุรกิจขุด Bitcoin กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและรายได้อย่างหนัก โดยอัตรากำไรลดลงต่ำกว่า 5% จนเกิดการพูดถึงภาวะ “miner capitulation” หรือช่วงที่นักขุดบางรายจำเป็นต้องลดการดำเนินงานและขายสินทรัพย์เพื่อประคองธุรกิจ
ความสนใจของนักลงทุนสถาบันถูกอธิบายว่า “ลดลง” ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย ซึ่งจำกัดความต้องการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง
กองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock มีเงินไหลออกในวันเดียว 182 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน สะท้อนว่าผู้เล่นสถาบันรายใหญ่เองก็ลดการรับความเสี่ยง ขณะเดียวกันค่า mNAV ของ Strategy ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ MicroStrategy ลดลงมาอยู่ที่ 0.72 บ่งชี้ว่าหุ้นของบริษัทที่ถือ Bitcoin ในสัดส่วนสูงซื้อขายด้วยส่วนลดอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับมูลค่า Bitcoin ที่บริษัทถืออยู่
กระแสเงินของ ETF ที่อ้างอิง XRP และ Solana อยู่ในระดับเล็กน้อยหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ Ethereum ETF ยังคงมีเงินไหลออก สะท้อนบรรยากาศลดความเสี่ยงที่ครอบคลุมตลาดคริปโตหลายกลุ่ม
การหมดอายุออปชันของ Deribit มูลค่า 10,630 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางเทคนิคของตลาดอนุพันธ์ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของตลาดคริปโตในช่วงที่เงินทุนกำลังไหลออกและแรงซื้ออ่อนแรง
แม้ตัวเลข Put/Call จะยังต่ำกว่า 1 และบ่งชี้ว่าสถานะ Call มีมากกว่า Put แต่ราคาที่ร่วงลงทำให้สัญญาฝั่งขาขึ้นส่วนใหญ่หมดมูลค่า ขณะที่เงินไหลออกจาก ETF และแรงกดดันต่อนักขุดสะท้อนว่า ความอ่อนแอของตลาดอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับวันหมดอายุของสัญญา