Google เปิดตัวโมเดลเรียกเก็บเงินใหม่ของ Play Store ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) แทนค่าคอมมิชชันรวม 30% ด้วยแยกค่าธรรมเนียมสองส่วนคือ 'Service Fee' และ 'Billing Fee' นักพัฒนาสามารถชำระผ่านระบบภายนอกได้โดยตรง ไม่ต้องใช้ Google Play Billing หากใช้ระบบภายนอก จะเสียเฉพาะ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What sweeping changes is Google implementing to its Play Store billing model starting June 30, 20. Article summary: Here is the full breakdown of Google's Play Store billing overhaul, starting June 30, 2026.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factu
ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Google จะปรับโฉมโมเดลการเรียกเก็บเงินของ Play Store ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลจากการตกลงยุติข้อพิพาทด้านกฎหมายการผูกขาดกับ Epic Games (ผู้สร้างเกม Fortnite) ซึ่งเปลี่ยนจากค่าคอมมิชชันแบบรวม 30% มาเป็นโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แยกออกเป็น 'Service Fee' และ 'Billing Fee' รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้ชำระเงินผ่านระบบภายนอกได้ โดยมีกำหนดการทยอยเปิดใช้ในแต่ละภูมิภาค
นี่คือผลลัพธ์โดยตรงของสงครามกฎหมายระหว่าง Google กับ Epic Games ที่ยืดเยื้อมายาวนานหลายปีในข้อหาผูกขาดการให้บริการ Play Store Google ประกาศแผนในเดือนมีนาคม 2026 เพื่อขยายช่องทางการชำระเงินของ Android ลดค่าธรรมเนียมสำหรับนักพัฒนา และยุติความขัดแย้งกับ Epic Games รวมถึงนำเกม Fortnite กลับมาวางจำหน่ายบน Google Play ทั่วโลกอีกครั้ง
แม้ว่าศาลจะยังไม่อนุมัติข้อตกลงนี้อย่างเป็นทางการ แต่ Google ยืนยันจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติการเรียกเก็บเงินทั่วโลก
Google จะทยอยเปิดตัวโมเดลการเรียกเก็บเงินใหม่เป็นระยะในหลายตลาด ระลอกแรกยืนยันแล้วในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ในวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ตามด้วยออสเตรเลียในเดือนกันยายน 2026 ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะได้รับภายในสิ้นปี 2026 และส่วนอื่น ๆ ของโลกภายในวันที่ 30 กันยายน 2027
| ภูมิภาค | วันที่เริ่มต้น |
|---|---|
| สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) | 30 มิถุนายน 2026 |
| ออสเตรเลีย | 30 กันยายน 2026 |
| ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ | 31 ธันวาคม 2026 |
| ส่วนอื่น ๆ ของโลก | 30 กันยายน 2027 |
Google จะยกเลิกการคิดค่าคอมมิชชันแบบรวมเพียงหนึ่งเดียว โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบที่แยกเป็น Service Fee (ค่าธรรมเนียมบริการ) และ Billing Fee (ค่าธรรมเนียมระบบชำระเงิน) ที่จะถูกเรียกเก็บเมื่อผู้พัฒนาใช้ Google Play Billing โดย Service Fee ครอบคลุมต้นทุนการเผยแพร่และการค้นพบแอปบนแพลตฟอร์ม ส่วน Billing Fee ครอบคลุมการประมวลผลการชำระเงิน
ผลลัพธ์สำคัญที่สุดคือ: นักพัฒนาสามารถใช้ระบบประมวลผลการชำระเงินของตนเองและจ่ายเฉพาะ Service Fee สำหรับธุรกรรมนั้น ๆ
นักพัฒนาในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ EEA สามารถเสนอตัวเลือกการชำระเงินทางเลือก รวมถึงลิงก์การชำระเงินภายนอก ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 นี่เป็นการขยายโครงการ 'billing choice program' ของ Google ครั้งใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดอยู่ในบางตลาดและโครงการนำร่อง
โครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นี้ได้กำหนด Service Fee ที่ลดลงตามรายได้ ประเภทธุรกรรม และวันที่ติดตั้ง :
เมื่อนักพัฒนาเลือกใช้ Google Play Billing จะมี Billing Fee เพิ่มอีก 5% บวกเพิ่มจาก Service Fee ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ EEA หากนักพัฒนาใช้ตัวเลือกการชำระเงินอื่น ค่า Billing Fee นี้จะไม่ถูกเรียกเก็บ
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด:
Google กำลังเปิดตัวโปรแกรมจูงใจใหม่สองโปรแกรม เพื่อลด Service Fee สำหรับนักพัฒนาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ :
อัตราเหล่านี้จะใช้ได้ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ EEA ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เกณฑ์เฉพาะและขั้นตอนการสมัครยังไม่ได้รับการเปิดเผยโดยละเอียด แต่ Google ระบุว่าโปรแกรมเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์แอป Android ที่เป็นเลิศ
การเปลี่ยนแปลงของ Google ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจ Play Store ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ EEA ค่าคอมมิชชันแบบรวม 30% แบบเดิมถูกแทนที่ด้วยโมเดล Service Fee และ Billing Fee ที่มีความโปร่งใสและสามารถแยกออกจากกันได้
สำหรับแอปแบบสมัครสมาชิก อัตราที่แท้จริงยังอยู่ที่ 15% สำหรับนักพัฒนาส่วนใหญ่ที่ใช้ Google Play Billing แต่จะลดลงเหลือ 10% หากพวกเขาเปลี่ยนไปใช้ระบบประมวลผลการชำระเงินอื่น
นักพัฒนาเดี่ยวที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จะได้รับประโยชน์จาก Service Fee ขั้นต่ำ 10% โดยไม่คำนึงถึงตัวเลือกการชำระเงิน สำหรับนักพัฒนาขนาดใหญ่ จะต้องเผชิญกับอัตราที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับวันที่ติดตั้ง ประเภทธุรกรรม ตัวเลือกการชำระเงิน และการเข้าร่วมโปรแกรมจูงใจ
การทยอยเปิดตัวทั่วโลก หมายความว่านักพัฒนาที่อยู่นอกตลาดระลอกแรกจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Google เปิดตัวโมเดลเรียกเก็บเงินใหม่ของ Play Store ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) แทนค่าคอมมิชชันรวม 30% ด้วยแยกค่าธรรมเนียมสองส่วนคือ 'Service Fee' และ 'Billing Fee'
Google เปิดตัวโมเดลเรียกเก็บเงินใหม่ของ Play Store ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) แทนค่าคอมมิชชันรวม 30% ด้วยแยกค่าธรรมเนียมสองส่วนคือ 'Service Fee' และ 'Billing Fee' นักพัฒนาสามารถชำระผ่านระบบภายนอกได้โดยตรง ไม่ต้องใช้ Google Play Billing หากใช้ระบบภายนอก จะเสียเฉพาะ Service Fee เท่านั้น ซึ่งลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้มาก
นักพัฒนารายเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จะเสีย Service Fee เพียง 10% โดยไม่ต้องจ่ายค่า Billing Fee เพิ่มหากใช้ระบบจ่ายเงินภายนอก