งานวิจัยที่นำโดย Jessie Schleypen วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจครัวเรือนยุโรปตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2022 ควบคู่กับบันทึกอุณหภูมิและข้อมูลภัยแล้งที่มีความละเอียดสูง ผลการค้นพบที่สำคัญคือ เมื่อคลื่นความร้อนและภัยแล้งเกิดขึ้นพร้อมกัน (เรียกว่า ‘compound dry-and-hot extremes’) จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
| สถานการณ์โลกร้อน | อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นภายในปี 2100 | การสูญเสียรายได้เฉลี่ยของครัวเรือน |
|---|---|---|
| เส้นทางนโยบายปัจจุบัน | ประมาณ 2.7°C | 27% |
| เส้นทางตามข้อตกลงปารีส | ประมาณ 1.5°C | 7% |
การจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5°C ซึ่งเป็นเป้าหมายของข้อตกลงปารีส จะช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้คงเหลือมากกว่าเส้นทางนโยบายปัจจุบันถึงสามเท่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (EEA) ก็ได้คาดการณ์ไว้เช่นกันว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ภาวะโลกร้อนที่ 3°C อาจนำไปสู่การสูญเสียสวัสดิการประจำปีเป็นมูลค่าหลายแสนล้านยูโรสำหรับสหภาพยุโรป
ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการคือความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจนั้นกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกัน กลุ่มคนจนที่สุด 20% ของยุโรปต้องแบกรับภาระหนักที่สุด
ภูมิภาคที่ประสบกับเหตุการณ์ซ้อนทับบ่อยที่สุดระหว่างปี 2004 ถึง 2022 เห็นการลดลงของรายได้ครัวเรือนมากที่สุด :
ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าผลกระทบนั้นกระจุกตัวสูง โดยยุโรปตอนใต้และตอนกลางต้องเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างไม่สมส่วน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนที่ยากจนในยุโรปตอนใต้นั้นเปราะบางเป็นพิเศษ
งานศึกษา Climate Analytics ถูกเผยแพร่ในช่วงที่คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายน 2026 กำลังแผดเผาทวีปยุโรปอย่างรุนแรง โดยทำลายสถิติระดับประเทศหลายแห่งในยุโรปตะวันตก
ผลที่ตามมาอันน่าเศร้าของคลื่นความร้อนคือยอดผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้คนพากันลงเล่นน้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ และแหล่งน้ำที่ไม่ได้รับการดูแลเพื่อคลายร้อน นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส Sébastien Lecornu ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ อย่างน้อย 40 ราย ระหว่างวันที่ 18 มิถุนายนถึง 24 มิถุนายน ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กหญิงอายุ 13 ปีที่จมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำแอสซอน (Essonne)
ตัวเลข 48 รายที่ปรากฏในบางรายงานดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ยังไม่สรุป ณ เวลาที่รายงานล่าสุดที่มีแหล่งที่มา ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันคืออย่างน้อย 40 ราย
เป้าหมาย 1.5°C คือสิ่งจำเป็นทางเศรษฐกิจ: การลดการสูญเสียรายได้จาก 27% เหลือ 7% และการลดจำนวนผู้ที่เสี่ยงต่อความยากจนลงมากกว่าครึ่ง (60 ล้านคน เทียบกับ 127 ล้านคน) แสดงให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างทะเยอทะยานนั้นไม่ใช่แค่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นมาตรการป้องกันความยากจน
จำเป็นต้องมีการคุ้มครองทางสังคมที่ตรงจุด: เนื่องจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุดต้องทนทุกข์กับการสูญเสียรายได้สัมพัทธ์มากที่สุด นโยบายการปรับตัวและระบบเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมจึงต้องถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและภูมิภาคที่เปราะบางโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองแรงงาน การลงทุนด้านความมั่นคงทางน้ำ และการสนับสนุนภาคการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน Jessie Schleypen หัวหน้าคณะผู้วิจัยเน้นย้ำว่าเมื่อความร้อนจัดเกิดขึ้นพร้อมกับภัยแล้ง “ความเสียหายอาจรุนแรงกว่ามาก” และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเหล่านี้ “จะยิ่งเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเมื่อภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น”
ต้องประเมินความเสี่ยงแบบผสมผสาน: การค้นพบว่าผลกระทบจากคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่เกิดพร้อมกันนั้นมากกว่าผลรวมของเหตุการณ์เดี่ยว ๆ บ่งชี้ว่าการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนปรับตัวต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีภัยคุกคามหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์รุนแรงแบบเดี่ยว ๆ
บทความนี้อ้างอิงจากข่าวประชาสัมพันธ์ของ Climate Analytics ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2026 , งานศึกษาที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Global Environmental Change (มีอยู่ใน SSRN)
, รายงานข่าวจาก BBC News
, The Guardian
, Euronews
, NBC News
, CBS News
และสำนักข่าวอื่น ๆ ที่รายงานเกี่ยวกับคลื่นความร้อนเดือนมิถุนายน 2026 ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสวัสดิการและการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้จากสภาพอากาศรุนแรงนั้นดึงมาจากการประเมินของสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (EEA)
และรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC (IPCC Sixth Assessment Report)