เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 BlackRock เปิดตัว iShares Bitcoin Premium Income ETF หรือ BITA บนตลาด Nasdaq กองทุนนี้แตกต่างจาก iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ซึ่งมุ่งติดตามราค Bitcoin แบบสปอตเป็นหลัก
BITA เป็นกองทุนบริหารเชิงรุกที่ใช้กลยุทธ์ covered call โดยสร้างการรับความเคลื่อนไหวของ Bitcoin ผ่านการถือ Bitcoin แบบสปอต ซึ่งรับฝากโดย Coinbase และการถือหน่วยของ IBIT จากนั้นกองทุนจะขาย call options บน IBIT ในสัดส่วนประมาณ 25–35% ของพอร์ต
ค่าเบี้ยออปชันที่ได้รับสามารถนำมาจ่ายให้ผู้ลงทุนเป็นรายเดือนได้ แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุเป้าหมายรายได้ต่อปีราว 5–12% ขณะที่บางแหล่งอ้างช่วง 15–25% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเป้าหมายหรือประมาณการจากแหล่งข่าว ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน
ข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือ กลยุทธ์ covered call อาจช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนบางส่วน แต่ก็จำกัดโอกาสรับกำไรหาก Bitcoin ปรับตัวขึ้นแรงเกินระดับราคาใช้สิทธิ์ของออปชัน Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock กล่าวว่า BITA ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการทั้งการลงทุนใน Bitcoin และรายได้จากการถือครอง
เหตุผลหลักที่ BlackRock ใช้สนับสนุนบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยง คือความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ดั้งเดิมที่ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา
ในหน้า “Portfolio Diversification” ของ BlackRock บริษัทระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 0.53 นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางและไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ขณะเดียวกัน ข้อมูลอิสระในเดือนมิถุนายนระบุว่า ความสัมพันธ์แบบ rolling 90 วันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.15 ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
BlackRock ยังระบุด้วยว่า ความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับ ทองคำ และกับทิศทางตรงข้ามของดัชนีดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสนับสนุนบทบาทของ Bitcoin ในฐานะเครื่องมือรับมือปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคบางประเภท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความสัมพันธ์ไม่ได้คงที่ และไม่ควรตีความว่า Bitcoin จะเคลื่อนไหวแยกจากตลาดหุ้นเสมอไป การวิเคราะห์อีกชุดหนึ่งพบว่า ความสัมพันธ์แบบ 30 วันระหว่าง Bitcoin กับ S&P 500 ขึ้นไปถึง 0.74 และมีช่วงสั้น ๆ ที่พุ่งแตะ 0.96 ในเดือนเมษายน 2026
จุดนี้ทำให้ภาพของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงมีเงื่อนไขสำคัญ นั่นคือ ความสัมพันธ์อาจเพิ่มขึ้นในช่วงตลาดตึงเครียดหรือช่วงที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน BlackRock จึงให้น้ำหนักกับข้อมูลในกรอบเวลาที่ยาวกว่าและการวิเคราะห์ตามสภาวะตลาด มากกว่าการดูตัวเลขระยะสั้นเพียงช่วงเดียว
BlackRock อธิบายว่าตลาด Bitcoin ยังอยู่ในช่วง เริ่มต้นถึงระยะกลางของการยอมรับ (early- to mid-adoption) Jay Jacobs หัวหน้าฝ่าย Equity ETFs ในสหรัฐฯ ของบริษัทกล่าวเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนว่า Bitcoin มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับนักลงทุนสถาบันโดยเฉพาะ
แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ดูแลสินทรัพย์มากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม ETP สินทรัพย์ดิจิทัล กองทุนสภาพคล่องแบบโทเคน และการบริหารทุนสำรองของ stablecoin
กระแสเงินทุนใน ETF ก็สะท้อนความสนใจที่ยังไม่หายไปทั้งหมด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ETF Bitcoin แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 85.85 ล้านดอลลาร์ หลังจากเงินไหลออกต่อเนื่องสามสัปดาห์รวม 4,210 ล้านดอลลาร์ โดย IBIT ของ BlackRock เป็นผู้นำในวันดังกล่าวด้วยเงินไหลเข้า 57.69 ล้านดอลลาร์
ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน Bitcoin ซื้อขายใกล้ระดับ 64,400 ดอลลาร์ ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนตุลาคม 2025 ที่ประมาณ 125,835 ดอลลาร์อยู่ราว 49%
สารจาก BlackRock ในเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่าบริษัทขยับจากการยอมรับ Bitcoin มาเป็นการเสนอแนวทางจัดสรรที่ชัดเจนมากขึ้น คือราว 1–2% ของพอร์ตหลายสินทรัพย์ พร้อมเปิดตัว BITA เพื่อรองรับผู้ลงทุนที่ต้องการทั้งการรับความเคลื่อนไหวของ Bitcoin และรายได้จากออปชัน
แต่แกนสำคัญของคำแนะนำยังคงเป็นการควบคุมขนาดการลงทุน ไม่ใช่การมองข้ามความผันผวน ตัวเลขความสัมพันธ์กับหุ้นที่ลดลงในบางช่วงอาจช่วยเพิ่มความหลากหลายให้พอร์ตได้ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดแรงเทขายในตลาด ดังนั้น มุมมองของ BlackRock จึงเป็นการวาง Bitcoin ไว้เป็น “ส่วนเสริม” ของพอร์ต มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลักที่ใช้แทนหุ้น ตราสารหนี้ หรือทองคำ