ในพิธีส่งมอบ คิมประกาศว่าโครงการพัฒนากองทัพเรือนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกำลังดำเนินไป "ตามแผน" และประเทศจะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือ เขากล่าวถึงการเสริมสร้างกำลังทางเรือว่ามีความ "จำเป็นอย่างยิ่งยวด" ท่ามกลางสิ่งที่เขาเรียกว่าสถานการณ์ "ใกล้จะเกิดสงครามนิวเคลียร์"
การเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างการขยายกองเรือผิวน้ำกับอาวุธนิวเคลียร์นี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงหลักคำสอนครั้งใหญ่ของกองทัพเรือ ซึ่งเดิมทีเน้นการลาดตระเวนชายฝั่งและการคุกคามแบบไม่เท่าเทียม
คิมสั่งให้เกาหลีเหนือสร้างเรือรบขนาดใกล้เคียงกับเรือโชฮยอนปีละ 2 ลำเป็นเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงเป้าหมายการสร้างเรือเพิ่มอีกประมาณ 10 ลำภายในปี 2574 นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้สร้างฐานทัพเรือแห่งใหม่เพื่อรองรับกองเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ที่กำลังขยายตัว
นักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินโครงการสร้างเรือขนาดนี้จะเป็นการทดสอบขีดความสามารถด้านการต่อเรือ การผลิตเหล็ก และการจัดหาเชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างจำกัดของเกาหลีเหนือภายใต้การคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
เรือพิฆาตคลาสโชฮยอนลำที่สองชื่อ คังก็อน (Kang Kon) ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างการปล่อยเรือครั้งแรกที่อู่ต่อเรือชองจินเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 โดยเรือพลิกคว่ำหลังจากท้ายเรือไถลลงน้ำในขณะที่หัวเรือยังคงอยู่บนฝั่ง คิมเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "การกระทำทางอาญา" ที่ "ลดทอนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของรัฐเรา"
เรือสามารถถูกทำให้กลับมาตั้งตรงได้ภายในต้นเดือนมิถุนายน 2568 และปล่อยลงน้ำสำเร็จอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน 2568
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการส่งมอบเรือลำนี้อย่างเป็นทางการจนถึงรายงานล่าสุด
การกู้คืนที่รวดเร็วภายในเวลาเพียง 15 วัน สวนทางกับความคาดหวังของนักวิเคราะห์ที่มองว่างานนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
คิมยังได้สั่งการให้กองทัพเรือสร้างเรือพิฆาตขนาด 10,000 ตัน ซึ่งใหญ่เป็นสองเท่าของเรือโชฮยอน และพัฒนาอาวุธใต้ทะเลลับ ในเดือนมิถุนายน 2569 เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มคลังแสงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือแบบ "ทวีคูณ" ขณะเยี่ยมชมเรือรบลำใหม่ และอธิบายว่าเรือขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นแท่น "เชิงยุทธศาสตร์" สำหรับระบบที่ติดอาวุธนิวเคลียร์
ความทะเยอทะยานนี้ส่งสัญญาณถึงเจตนาที่จะปฏิบัติการกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่เทียบเคียงกับกองทัพเรือในภูมิภาคได้ในที่สุด
เรือโชฮยอนติดตั้งระบบปล่อยแนวตั้ง (Vertical Launch System - VLS) และนักวิเคราะห์ประเมินว่าสามารถบรรทุกขีปนาวุธได้มากถึงประมาณ 100 ลูก ระหว่างการทดลองทะเลในเดือนมีนาคม 2569 คิมเป็นสักขีพยานในการยิง "ขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์" จากเรือพิฆาต ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีแนวโน้มว่าจะติดหัวรบนิวเคลียร์
สื่อของรัฐบรรยายว่าเรือลำนี้ติดตั้ง "อาวุธที่ทรงพลังที่สุด"
หากปฏิบัติการได้จริง แท่นอาวุธดังกล่าวอาจทำให้เกาหลีเหนือสามารถลาดตระเวนติดอาวุธนิวเคลียร์ตามเส้นทางเดินเรือสำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสมดุลทางเรือบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างสิ้นเชิง
การส่งมอบเรือโชฮยอนมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค เกาหลีเหนือซึ่งเดิมทีมีกองเรือเน้นชายฝั่ง กำลังผลักดันให้สร้างกองเรือผิวน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ที่ปฏิบัติการในทะเลน้ำลึก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักคำสอนครั้งใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา การอวดเรือรบของคิมเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเยือนเปียงยางของสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการคงไว้ซึ่งโครงการสร้างเรือรบ 10 ลำภายใน 5 ปีจะเป็นการทดสอบขีดความสามารถด้านการต่อเรือ การผลิตเหล็ก และเชื้อเพลิงที่มีอยู่อย่างจำกัดของเกาหลีเหนือภายใต้การคว่ำบาตร
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ มองว่าโครงการนี้เป็นพัฒนาการที่ทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง ซึ่งอาจทำให้เกิดการลาดตระเวนด้วยขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์ตามเส้นทางเดินเรือสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การยืนยันอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับความพร้อมรบที่แท้จริงของเรือและขอบเขตที่แท้จริงของอาวุธนิวเคลียร์บนเรือยังคงมีจำกัด และนักวิเคราะห์บางส่วนแสดงความกังขาต่อความสามารถของเกาหลีเหนือในการบรรลุเป้าหมายอันทะเยอทะยานของตนเอง
บทความนี้อ้างอิงจากการรายงานจากหลายแหล่ง ได้แก่ Reuters, AP, Al Jazeera, NK News, Yonhap, Wikipedia และสำนักข่าวอื่นๆ โดยมีหมายเลขแหล่งที่มากำกับไว้สำหรับข้อเท็จจริงสำคัญ
Comments
0 comments