Bitcoin เปิดเดือนมิถุนายนที่ประมาณ 73,500 ดอลลาร์ ก่อนจะรูดลงต่ำกว่า 72,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทำจุดต่ำสุดของปี 2026 ที่ 59,100–59,764 ดอลลาร์ในวันที่ 6 มิถุนายน มาถึงวันที่ 23 มิถุนายน แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีรอบใหม่ส่ง Bitcoin ลงไปที่ 61,860 ดอลลาร์ (ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์) ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยมาที่ประมาณ 62,204–62,329 ดอลลาร์ ช่วงราคาปัจจุบันในวันที่ 24 มิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 62,000 ดอลลาร์ กำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์
การเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลโดยตรงต่อตลาดคริปโตในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ทำให้ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear and Greed Index) ตกลงสู่ระดับ 'Fear' (กลัว) Bitcoin ร่วงมากกว่า 4% ในวันเดียว ขณะที่นักลงทุนลดความเสี่ยงทั้งในหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัล ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ต่างปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดยการเทขายหุ้นเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง นี่ไม่ใช่การพังทลายเชิงโครงสร้างภายในตลาดคริปโต แต่เป็นภาวะสภาพคล่องตึงตัวข้ามสินทรัพย์ที่แผ่ขยายมาจากภาคส่วน AI และเซมิคอนดักเตอร์
Kevin Warsh เป็นประธานการประชุม FOMC ครั้งแรกในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% แต่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยท่าทีที่เข้มงวด (hawkish) Dot plot พลิกจากการคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ย ไปสู่การอาจขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.8% และคณะกรรมการ 9 ใน 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยครั้งหนึ่งในปี 2026 Bitcoin ร่วงจากประมาณ 66,000 ดอลลาร์ ไปต่ำกว่า 63,000 ดอลลาร์ทันทีหลังการประกาศ และมีการถูกบังคับขายสถานะซื้อ (Long Liquidation) รวม 440 ล้านดอลลาร์ เฟดที่มีท่าที Hawkish มักทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) มีเสถียรภาพและมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากที่ Warsh ใช้น้ำเสียงที่ 'ดุดัน' (Volcker-esque)
นี่คือปัจจัยหลัก ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน กองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ มีกระแสเงินไหลออกติดต่อกัน 13 วันทำการ รวมมูลค่าประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงการไหลออกในสัปดาห์เดียวมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเหล่านี้เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 ณ วันที่ 24 มิถุนายน กระแสเงินไหลออกรวมใน 30 วันอยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5 สัปดาห์ติดต่อกันที่มีเงินทุนไหลออกสุทธิ การไหลออกเกิดขึ้นกับกองทุนหลักทั้งหมด (BlackRock's IBIT, Fidelity's FBTC, ARK Invest's ARKB และ Grayscale's GBTC) สะท้อนให้เห็นถึงการขายในวงกว้างของสถาบัน ไม่ใช่การไถ่ถอนเฉพาะกองทุนใดกองทุนหนึ่ง Michael Saylor อธิบายว่าการเทขายครั้งนี้เกิดจาก 'การโยกย้ายเงินทุนมหาศาลไปสู่ AI' โดยมีเงิน 400,000 ล้านดอลลาร์ลงทุนใน AI ในช่วง 6 เดือน เทียบกับ 4,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกถอนจาก BTC ETF
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy) ขาย Bitcoin ส่วนหนึ่งที่ถืออยู่ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาและการขายจริงต่อตลาดทันที การทำธุรกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับช่วงเวลาเดียวกับที่วาฬ (ผู้ถือ Bitcoin ระหว่าง 10 ถึง 10,000 BTC) เทขายประมาณ 25,000 เหรียญในหนึ่งสัปดาห์
ความขัดแย้งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และชะลอความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดออกไปอีก ซึ่งซ้ำเติมภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นผลักดันให้คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟด
สถานะที่มีเลเวอเรจสูงถูกบังคับขายอย่างเป็นระบบ เนื่องจาก Open Interest (สัญญาที่คงค้าง) พุ่งสูงถึงระดับที่มากเกินไป ทำให้ราคาเร่งตัวลง เลเวอเรจที่สูงในตลาดฟิวเจอร์สแบบ Perpetual ทำให้เทรดเดอร์มีความเสี่ยงเมื่อราคาทะลุแนวรับสำคัญ ก่อให้เกิดคลื่นการเทขายแบบลูกโซ่
เทรดเดอร์กำลังจับตาระดับแนวรับที่ 60,000 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์บนตลาดพยากรณ์ Kalshi ประเมินว่ามีโอกาสเกือบ 80% ที่ราคา Bitcoin จะต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในปี 2026 หากหลุดแนวรับ 60,000 ดอลลาร์อย่างชัดเจน อาจเปิดทางให้ราคาลงไปอีก การดำเนินงานของนักขุดที่ใกล้ถึงจุดปิดตัวและสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้ว่าถูกขายมากเกินไป (Oversold) ชี้ว่าตลาดอาจทดสอบจุดต่ำสุดอีกครั้ง
สำหรับการกลับไปที่ 100,000 ดอลลาร์ในปี 2026 แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ให้การคาดการณ์ที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม Bitcoin ร่วงลงประมาณ 48-50% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ใกล้ 126,000 ดอลลาร์ และอุปสรรคทางเศรษฐกิจมหภาคที่ครอบงำอยู่ (เฟด Hawkish, ดอลลาร์แข็ง, เงินทุนสถาบันไหลออก, หุ้นเทคฯ ร่วง) ทำให้โอกาสกลับไปที่ 100,000 ดอลลาร์ในปี 2026 ดูไม่น่าเป็นไปได้ภายใต้สภาวะปัจจุบัน โดยไม่มีแหล่งข้อมูลใดในการคาดการณ์ที่ระบุถึง 100,000 ดอลลาร์สำหรับปี 2026
Bitcoin เปิดเดือนมิถุนายนที่ประมาณ 73,500 ดอลลาร์ ก่อนจะรูดลงต่ำกว่า 72,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทำจุดต่ำสุดของปี 2026 ที่ 59,100–59,764 ดอลลาร์ในวันที่ 6 มิถุนายน มาถึงวันที่ 23 มิถุนายน แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีรอบใหม่ส่ง Bitcoin ลงไปที่ 61,860 ดอลลาร์ (ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์) ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยมาที่ประมาณ 62,204–62,329 ดอลลาร์ ช่วงราคาปัจจุบันในวันที่ 24 มิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 62,000 ดอลลาร์ กำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์
การเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลโดยตรงต่อตลาดคริปโตในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ทำให้ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear and Greed Index) ตกลงสู่ระดับ 'Fear' (กลัว) Bitcoin ร่วงมากกว่า 4% ในวันเดียว ขณะที่นักลงทุนลดความเสี่ยงทั้งในหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัล ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ต่างปรับตัวลงอย่างรุนแรง โดยการเทขายหุ้นเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง นี่ไม่ใช่การพังทลายเชิงโครงสร้างภายในตลาดคริปโต แต่เป็นภาวะสภาพคล่องตึงตัวข้ามสินทรัพย์ที่แผ่ขยายมาจากภาคส่วน AI และเซมิคอนดักเตอร์
Kevin Warsh เป็นประธานการประชุม FOMC ครั้งแรกในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% แต่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยท่าทีที่เข้มงวด (hawkish) Dot plot พลิกจากการคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ย ไปสู่การอาจขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.8% และคณะกรรมการ 9 ใน 18 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยครั้งหนึ่งในปี 2026 Bitcoin ร่วงจากประมาณ 66,000 ดอลลาร์ ไปต่ำกว่า 63,000 ดอลลาร์ทันทีหลังการประกาศ และมีการถูกบังคับขายสถานะซื้อ (Long Liquidation) รวม 440 ล้านดอลลาร์ เฟดที่มีท่าที Hawkish มักทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) มีเสถียรภาพและมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากที่ Warsh ใช้น้ำเสียงที่ 'ดุดัน' (Volcker-esque)
นี่คือปัจจัยหลัก ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน กองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ มีกระแสเงินไหลออกติดต่อกัน 13 วันทำการ รวมมูลค่าประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงการไหลออกในสัปดาห์เดียวมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเหล่านี้เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 ณ วันที่ 24 มิถุนายน กระแสเงินไหลออกรวมใน 30 วันอยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5 สัปดาห์ติดต่อกันที่มีเงินทุนไหลออกสุทธิ การไหลออกเกิดขึ้นกับกองทุนหลักทั้งหมด (BlackRock's IBIT, Fidelity's FBTC, ARK Invest's ARKB และ Grayscale's GBTC) สะท้อนให้เห็นถึงการขายในวงกว้างของสถาบัน ไม่ใช่การไถ่ถอนเฉพาะกองทุนใดกองทุนหนึ่ง Michael Saylor อธิบายว่าการเทขายครั้งนี้เกิดจาก 'การโยกย้ายเงินทุนมหาศาลไปสู่ AI' โดยมีเงิน 400,000 ล้านดอลลาร์ลงทุนใน AI ในช่วง 6 เดือน เทียบกับ 4,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกถอนจาก BTC ETF
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy) ขาย Bitcoin ส่วนหนึ่งที่ถืออยู่ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาและการขายจริงต่อตลาดทันที การทำธุรกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับช่วงเวลาเดียวกับที่วาฬ (ผู้ถือ Bitcoin ระหว่าง 10 ถึง 10,000 BTC) เทขายประมาณ 25,000 เหรียญในหนึ่งสัปดาห์
ความขัดแย้งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และชะลอความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดออกไปอีก ซึ่งซ้ำเติมภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นผลักดันให้คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น ตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟด
สถานะที่มีเลเวอเรจสูงถูกบังคับขายอย่างเป็นระบบ เนื่องจาก Open Interest (สัญญาที่คงค้าง) พุ่งสูงถึงระดับที่มากเกินไป ทำให้ราคาเร่งตัวลง เลเวอเรจที่สูงในตลาดฟิวเจอร์สแบบ Perpetual ทำให้เทรดเดอร์มีความเสี่ยงเมื่อราคาทะลุแนวรับสำคัญ ก่อให้เกิดคลื่นการเทขายแบบลูกโซ่
เทรดเดอร์กำลังจับตาระดับแนวรับที่ 60,000 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์บนตลาดพยากรณ์ Kalshi ประเมินว่ามีโอกาสเกือบ 80% ที่ราคา Bitcoin จะต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในปี 2026 หากหลุดแนวรับ 60,000 ดอลลาร์อย่างชัดเจน อาจเปิดทางให้ราคาลงไปอีก การดำเนินงานของนักขุดที่ใกล้ถึงจุดปิดตัวและสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้ว่าถูกขายมากเกินไป (Oversold) ชี้ว่าตลาดอาจทดสอบจุดต่ำสุดอีกครั้ง
สำหรับการกลับไปที่ 100,000 ดอลลาร์ในปี 2026 แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ให้การคาดการณ์ที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม Bitcoin ร่วงลงประมาณ 48-50% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ใกล้ 126,000 ดอลลาร์ และอุปสรรคทางเศรษฐกิจมหภาคที่ครอบงำอยู่ (เฟด Hawkish, ดอลลาร์แข็ง, เงินทุนสถาบันไหลออก, หุ้นเทคฯ ร่วง) ทำให้โอกาสกลับไปที่ 100,000 ดอลลาร์ในปี 2026 ดูไม่น่าเป็นไปได้ภายใต้สภาวะปัจจุบัน โดยไม่มีแหล่งข้อมูลใดในการคาดการณ์ที่ระบุถึง 100,000 ดอลลาร์สำหรับปี 2026