คำขู่นี้ตามมาด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ในคืนวันที่ 14–15 มิถุนายน เมื่อกองกำลังรัสเซียยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 70 ลูกโจมตีกรุงเคียฟ เมืองดนีปรอ และคาร์คิฟ
ในด้านเศรษฐกิจ ปูตินยอมรับว่าการโจมตีของยูเครนกำลัง “กระทบเศรษฐกิจและสังคมรัสเซีย” แต่ยืนยันว่าเศรษฐกิจจะ “ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว” แม้เขาได้รับรายงานเรื่องวิกฤตเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน แต่ก็ระบุว่าวิกฤตดังกล่าวจะไม่กระทบต่อความพยายามทำสงครามของรัสเซีย
วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทำให้ทั้งการผลิตและการกระจายเชื้อเพลิงสะดุด
ช่วงต้นเดือนมิถุนายน จำนวนภูมิภาคของรัสเซียที่เผชิญปัญหาน้ำมันเบนซินเพิ่มจาก 15 แห่งเป็นมากกว่า 25 แห่งภายในเวลาเพียง 5 วัน และยังรวมถึงพื้นที่ยูเครนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียอีก 6 แห่ง ต่อมา The Bell สื่ออิสระของรัสเซียรายงานว่า การจำกัดการขายน้ำมันลุกลามไปถึง 53 ภูมิภาค รวมพื้นที่ยึดครองดังกล่าวด้วย
กรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ได้รับผลกระทบแล้ว โดยเครือสถานีบริการน้ำมัน Tatneft จำกัดการขายน้ำมันเบนซินไว้ที่ 20 ลิตรต่อลูกค้าในบางพื้นที่ ส่วนไครเมีย การจำหน่ายน้ำมันแทบหยุดชะงัก ขณะที่เมืองเซวาสโตโปลจำกัดการซื้อไว้ที่ 20 ลิตร และเปลี่ยนน้ำมันเกรด AI-95 เป็นระบบคูปองที่ให้ความสำคัญกับการขนส่งสาธารณะ
ข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมที่ Reuters อ้างระบุว่า การผลิตน้ำมันเบนซินของรัสเซียในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำลังการกลั่นน้ำมันโดยรวมถูกประเมินว่าลดลงราว 20–30%
Energy Intelligence ประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน กำลังการกลั่นเกือบหนึ่งในสามของรัสเซีย หรือประมาณ 2.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่ได้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเห็นว่าปัญหาการขาดแคลนเฉียบพลันในพื้นที่ใกล้แนวรบมีสาเหตุสำคัญจากการโจมตีรถบรรทุกน้ำมัน คลังเก็บ และเส้นทางลำเลียง มากกว่าการลดลงของการผลิตทั่วประเทศเพียงอย่างเดียว
อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาห้ามส่งออกดีเซล และอาจนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในไครเมีย ขณะเดียวกัน การรถไฟรัสเซียได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อจัดการการขนส่งเชื้อเพลิงทั่วประเทศ
ภาคเกษตรกรรมเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่น่าเป็นห่วงที่สุด นักวิเคราะห์เตือนว่ารัสเซียมีเวลาจำกัดในการทำให้ตลาดเชื้อเพลิงกลับมามีเสถียรภาพ ก่อนที่ปัญหาจะกระทบต่อฤดูเก็บเกี่ยวปี 2026 ในบางพื้นที่เกษตรกรรม ราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 40–90% จากระดับช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ธนาคารกลางรัสเซียยังเตือนว่าวิกฤตเชื้อเพลิงและต้นทุนสงครามอาจเร่งให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
ภาพรวมขณะนี้เป็นวงจรการยกระดับความรุนแรงแบบตอบโต้กัน ยูเครนโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรบของรัสเซียเพื่อสร้างแรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจ ขณะที่รัสเซียตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่าง ๆ ของยูเครนหนักขึ้น
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีส่งจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอให้หยุดยิงทันทีตามแนวหน้าปัจจุบัน และจัดการพบกันแบบตัวต่อตัวในประเทศที่สาม ปูตินปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยืนยันจุดยืนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลมอสโก
ความริเริ่มสันติภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงภายในเดือนมิถุนายน 2026 ก็ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากประเด็นสำคัญหลายข้อยังไม่ได้ข้อยุติ
คณะผู้ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในยูเครนระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2026 มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 274 คน และบาดเจ็บ 1,763 คน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการโจมตีระยะไกลของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ยูเครนเดินหน้าโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย รวมถึงพื้นที่กรุงมอสโก เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่สามารถปกป้องพื้นที่ภายในประเทศของตนเองได้ และเพื่อสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจจนปูตินต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 การโจมตีเหล่านี้ยังเผยให้เห็นจุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย
ในเวลาเดียวกัน สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม หรือ ISW และแหล่งวิเคราะห์อื่น ๆ ประเมินว่าประสิทธิภาพทางทหารของรัสเซียกำลังลดลง แม้แต่ละแหล่งจะใช้วิธีประเมินแนวรบแตกต่างกัน กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีตามแนวหน้า แต่ต้องเผชิญแรงกดดันด้านลอจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น
การโจมตีระยะไกลของยูเครนไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่แค่บริเวณแนวหน้า แต่กำลังกระทบโรงกลั่นน้ำมัน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานของรัสเซีย จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
ปูตินจึงใช้แนวทางสองด้านพร้อมกัน คือสั่งลดผลกระทบจากการโจมตีภายในประเทศ และขู่ว่าจะเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่ารัสเซียยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดระดับการทำสงคราม
แต่เมื่อการขาดแคลนเชื้อเพลิงเริ่มกระทบเมืองใหญ่ ภาคเกษตรกรรม ต้นทุนการขนส่ง และแนวโน้มเงินเฟ้อ วิกฤตนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อความสามารถของรัสเซียในการประคองสงคราม ขณะที่ช่องทางการทูตยังไม่เปิดกว้าง และทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานในจุดยืนของตนเอง