ราคาของ msUSD ร่วงลงมากถึง 85% เหลือประมาณ 0.27 ดอลลาร์ ขณะที่ MainStreetโต้แย้งว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัญหาด้านการรายงานทางเทคนิค ไม่ใช่หลักฐานว่ามีเงินสำรองสูญหาย
ความตื่นตระหนกแพร่ไปยัง Altura เพราะทั้งสองโครงการใช้ Accountable เป็นผู้ให้บริการตรวจสอบเงินสำรองรายเดียวกัน แม้ Altura จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ msUSD หรือ MainStreet โดยตรง แต่ผู้ฝากเงินกังวลว่าหลักฐานความสามารถในการชำระหนี้ของ Altura อาจได้รับผลกระทบไปด้วย
กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันสามารถเปลี่ยนปัญหาของ Stablecoin หนึ่งรายการให้กลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นของโปรโตคอลที่ไม่ได้มีความเสี่ยงทางการเงินร่วมกันได้
ช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 20–21 มิถุนายน Multi-strategy USDT Stablecoin Vault ของ Altura บนเครือข่าย HyperEVM เผชิญคำขอไถ่ถอนแบบทันทีเพิ่มขึ้นอย่างที่ทีมงานเรียกว่า “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ภายใน 24 ชั่วโมง Altura ประมวลผลการไถ่ถอน USDT มากกว่า 8.5 ล้านดอลลาร์ โดย Vault ดังกล่าวเคยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ฝากอยู่ในระบบ (TVL) สูงสุดราว 39 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การโจมตี Smart Contract ไม่มี Private Key ถูกขโมย และไม่มีการแฮ็กระดับโปรโตคอลเกิดขึ้น การถอนเงินเป็นผลจากความเชื่อมั่นที่ลดลงและพฤติกรรมที่ผู้ฝากเงินเร่งถอนก่อนที่คนอื่นจะถอนหมด หรือที่เรียกกันว่า Bank Run
แดชบอร์ดแสดงหลักฐานความสามารถในการชำระหนี้ของ Vault ระบุว่ามีเงินสำรองประมาณ 33.99 ล้านดอลลาร์ และมีอัตราคุ้มครอง 104.9% อย่างไรก็ตาม เงินสำรองส่วนใหญ่กระจายอยู่ในชั้นสภาพคล่องหลายระดับ จึงไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อรองรับการไถ่ถอนทั้งหมดได้ทันที
เวลาประมาณ 19.00 น. GMT ของวันที่ 21 มิถุนายน Ranveer Arora ซีอีโอของ Altura โพสต์บน X ว่าโปรโตคอลจะเริ่ม ปิด Stablecoin Yield Vault อย่างเป็นระเบียบ (orderly wind-down)
Altura อธิบายว่าการตัดสินใจนี้เป็นมาตรการเชิงรุก แทนที่จะรอให้แรงไถ่ถอนเพิ่มขึ้นจนเกิดการถอนตัวแบบไร้ระเบียบ ทีมงานจะทยอยคลายสถานะการลงทุนในตลาดซื้อขาย สินเชื่อภาคเอกชน และสินทรัพย์ในโลกจริง (Real-World Assets หรือ RWAs) ก่อนส่งคืนเงินทุนให้ผู้ฝาก
Arora ระบุถึง “เรื่องเล่าที่ไม่มีมูล” และ “ความต้องการถอนเงินที่ต่อเนื่อง” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจ พร้อมย้ำว่าโปรโตคอลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ และไม่มีความเสี่ยงโดยตรงต่อ MainStreet
ทีมงานแจ้งคู่สัญญาและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยผู้ใช้งานบางส่วนสามารถไถ่ถอนได้ทันที ส่วนสถานะการลงทุนบางประเภทอาจต้องรอตามระยะเวลาชำระบัญชีมาตรฐาน
รายงานหลายแห่งระบุว่า Vault และผลิตภัณฑ์อื่นของ Altura ไม่ได้รับผลกระทบจากการปิด Stablecoin Yield Vault
การปิดครั้งนี้จำกัดอยู่ที่ Multi-strategy USDT Vault ซึ่งเป็นจุดที่เกิดคำขอไถ่ถอนจำนวนมาก ไม่ใช่การยุติการดำเนินงานของ Altura ทั้งโปรโตคอล
เหตุการณ์นี้เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของ DeFi นั่นคือ การพึ่งพาผู้ให้บริการตรวจสอบจากส่วนกลาง เช่น Accountable อาจสร้าง “จุดล้มเหลวร่วม” ที่ส่งต่อความกังวลระหว่างโปรโตคอลซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเงินโดยตรง
การหลุดการตรึงราคาของ msUSD ยังทำให้มูลค่าตลาดรวมของ msUSD และโทเคน AVLT ของ Altura หายไป 69 ล้านดอลลาร์
สำหรับผู้ใช้งานและผู้พัฒนาโปรโตคอล DeFi บทเรียนจึงไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบว่าโปรโตคอลหนึ่งถือสินทรัพย์ใดโดยตรงเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าโปรโตคอลนั้นพึ่งพาผู้ให้บริการ โครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบยืนยันข้อมูลรายเดียวกับโครงการอื่นหรือไม่ เพราะความเชื่อมั่นอาจถูกทำลายจากปัญหาของบุคคลที่สามได้
จนกว่ากลไกพิสูจน์เงินสำรองแบบกระจายศูนย์จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของความตื่นตระหนกผ่านโครงสร้างพื้นฐานร่วมจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ DeFi