แรงกดดันด้านพลังงานในปี 2026 ไม่ได้มาจากการขาดแคลนชนิดเดียว หากเกิดจากปัญหาหลายจุดในห่วงโซ่เชื้อเพลิงพร้อมกัน ทั้งการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียที่ติดขัด การโจมตีเส้นทางส่งออกสำรองของซาอุดีอาระเบีย และความเสียหายต่อโรงกลั่นรัสเซีย เมื่อคลังสำรองลดลงและฤดูหนาวใกล้เข้ามา ตลาดจึงยังเสี่ยงต่อราคาสูง แม้จะยังมีน้ำมันบางส่วนไหลถึงผู้ซื้อ
เส้นทางส่งออกหลายสายเผชิญแรงกดดัน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดสำคัญของปัญหา เพราะการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ยังถูกจำกัดอย่างหนัก กระทบการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่เส้นทางทะเลแดงก็ไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงนัก กลุ่มฮูตีโจมตีจนท่อส่งน้ำมันตะวันออก–ตะวันตกของซาอุดีอาระเบียต้องหยุดชั่วคราว และการขนถ่ายน้ำมันดิบที่ยันบู ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกฝั่งทะเลแดงของประเทศ ก็หยุดชะงักไปด้วย
20
21
22
ต่อมาปริมาณส่งออกของซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้น หลังท่อส่งกลับมาเดินเครื่องและมีน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น แต่การโจมตีระลอกใหม่ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานกลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้ชี้ว่าการส่งออกที่ฟื้นขึ้นชั่วคราวยังไม่เท่ากับมีเส้นทางขนส่งที่เชื่อถือได้ต่อเนื่อง
18
19
แรงกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอ่าวเปอร์เซียที่สะดุด ทำให้ผู้ซื้อในยุโรปและเอเชียต้องแข่งขันกันแย่งชิงก๊าซ ขณะที่ยุโรปพยายามเติมคลังสำรองก่อนฤดูหนาว ส่วนปัญหาโรงกลั่นในรัสเซียยิ่งซ้ำเติมการส่งออกดีเซลและแก๊สออยล์จากอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นแล้วมีตึงตัวมากขึ้น
คลังสำรองบางลง รับแรงกระแทกได้น้อยลง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) รายงานว่าคลังน้ำมันทั่วโลกลดลงในเดือนสิงหาคม และระบุว่าการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียล่าช้าไปจนถึงปี 2027 ในสหรัฐฯ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) คาดว่าสต็อกดีเซลจะยังต่ำกว่าจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีไปจนถึงสิ้นปี 2026
ตัวเลขเหล่านี้วัดตลาดคนละด้าน แต่สะท้อนความเปราะบางคล้ายกัน คือเมื่อคลังสำรองมีเหลือน้อย ตลาดก็มีน้ำมันและเชื้อเพลิงสำรองไว้ชดเชยได้น้อยลง หากเส้นทางเดินเรือหรือโรงกลั่นเกิดปัญหา ราคาจึงมีโอกาสแกว่งแรงขึ้น EIA ยังประเมินว่าข้อจำกัดด้านการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางบางส่วนจะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี 2026 และการผลิตในภูมิภาคจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนความขัดแย้งจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2027
ต้นทุนพลังงานกดดันเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ใช่คำฟันธงว่าจะถดถอย
OECD คาดว่าเงินเฟ้อของกลุ่ม G20 จะอยู่ที่ 4.1% ในปี 2026 เพิ่มจาก 3.4% ในปี 2025 ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 2.9%
2
1 ภาพรวมจึงหมายถึงต้นทุนพลังงานอาจยังเพิ่มแรงกดดันต่อครัวเรือนและธุรกิจ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์นี้ไม่ได้รับประกันว่าเศรษฐกิจจะรับมือได้ในทุกสถานการณ์ OECD เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ แนวโน้มเศรษฐกิจอาจแย่ลง ขณะที่ประมาณการหลักในขณะนี้ยังคาดว่าจะมีการเติบโต
1
5
อะไรจะช่วยให้ราคาผ่อนคลายลง?
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ปลอดภัยและสม่ำเสมอขึ้น การส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียที่กลับมาฟื้นตัว และการใช้เส้นทางสำรองได้อย่างต่อเนื่อง ล้วนช่วยลดแรงกดดันได้ การกลับมาเดินเครื่องของท่อส่งซาอุดีอาระเบียและการเพิ่มเที่ยวขนส่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำมันที่ไหลกลับมาอาจช่วยตลาดได้ แต่ปฏิกิริยาต่อการโจมตีระลอกใหม่ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่าความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
18
19
การฟื้นตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว ดีเซลยังต้องอาศัยกำลังการกลั่น ส่วน LNG ต้องมีทั้งเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยและสินค้าเพียงพอ ตราบใดที่การขนส่งเหล่านี้ยังไม่แน่นอนและคลังสำรองยังไม่ฟื้น ตลาดพลังงานก็ยังเสี่ยงต่อแรงกระแทกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว