ราคาน้ำมันที่ลดลงสะท้อนว่าตลาดกังวลเรื่องการขาดแคลนในระยะสั้นน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าสงครามยุติแล้ว[2][3] การส่งออกของซาอุดีอาระเบียและการเดินเรือผ่านฮอร์มุซที่เริ่มฟื้นช่วยให้น้ำมันถึงผู้ซื้อ แต่การส่งออกจากภูมิภาคยังมีข้อจำกัด[1][7] เอเชียมีแนวโน้มนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน แต่ปริมาณยังต่ำกว่าก่อนเกิดค...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-6 Solรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Why did oil prices fall on Thursday to around $102 a barrel for Brent and $91 for WTI despite the continuing US-Iran war and disruption to t. Article summary: Oil fell to around $102 for Brent and $91 for WTI because traders saw a lower *immediate* risk of shortages: hopes for diplomacy coincided with more Saudi crude moving through a restarted pipeline and renewed tanker move. Topic tags: general, government, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
ภาพราคาช่วงวันพฤหัสบดีที่เบรนท์อยู่ราว 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบสหรัฐฯ เวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต หรือ WTI อยู่ราว 91 ดอลลาร์ อาจดูขัดกับข่าวสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่ ราคาที่ลดลงไม่ได้แปลว่าสงครามใกล้จบ สิ่งที่ตลาดกำลังประเมินคือ ในระยะสั้นน้ำมันมีโอกาสเดินทางไปถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น หลังการส่งออกของซาอุดีอาระเบียเริ่มฟื้น และยังมีเรือบรรทุกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ2
3
นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ของความคืบหน้าทางการทูตในช่วงการประชุมสหประชาชาติ ขณะเดียวกันก็เห็นสัญญาณว่าซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น ปัจจัยทั้งสองช่วยลดความกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนทันที2
8
อย่างไรก็ตาม ความหวังว่าจะมีการเจรจายังไม่ใช่ข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ความเสี่ยงด้านอุปทานยังอยู่ และมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ หากความพยายามทางการทูตสะดุดหรือการเดินเรือหยุดชะงักอีก ราคาก็อาจกลับมาพุ่งได้7
ผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียใช้เส้นทางส่งออกทางเลือกควบคู่กับการขนส่งผ่านฮอร์มุซที่เริ่มกลับมา สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางทยอยเพิ่มขึ้น แต่ยังคาดว่าข้อจำกัดด้านการส่งออกจะคงอยู่จนถึงสิ้นปี 2569 และการผลิตจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดความขัดแย้งไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 25701
ดังนั้น การบรรทุกน้ำมันส่งออกของซาอุดีอาระเบียที่เพิ่มขึ้นจึงช่วยบรรเทาความกลัวเรื่องของขาดในระยะสั้น แต่ไม่ได้ทำให้เส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยงกลับมาปลอดภัยตามปกติ2
7
ข้อมูล Kpler ที่รอยเตอร์รายงานระบุว่า เอเชียมีแนวโน้มนำเข้าน้ำมันดิบ 23.96 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน เพิ่มจาก 23.38 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ถึงอย่างนั้น ปริมาณนำเข้ายัง ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งราว 13% ตัวเลขนี้จึงบอกว่าการส่งมอบดีขึ้น ไม่ใช่ว่าการค้ากลับสู่ภาวะปกติแล้ว17
หากการส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียสม่ำเสมอขึ้นพร้อมกับความคืบหน้าทางการทูตที่น่าเชื่อถือ ความกังวลซึ่งดันราคาน้ำมันก็อาจลดลงต่อ แต่หากเรือกลับมาผ่านฮอร์มุซได้ยาก ราคามีโอกาสพลิกขึ้น: การโจมตีเรือในช่วงต้นเดือนกันยายนเคยเกิดขึ้นพร้อมกับการพุ่งขึ้นอย่างแรงของราคาน้ำมัน ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบยังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง18
17
อีกประเด็นที่ต้องแยกจากราคาน้ำมันดิบคือ ต้นทุนการส่งถึงปลายทาง การเดินเรือในพื้นที่เสี่ยงหรือการอ้อมเส้นทางอาจทำให้ต้นทุนพลังงานที่ผู้ซื้อได้รับยังสูง แม้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงจะลดลง หากต้นทุนเหล่านี้ส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อในวงกว้าง ก็อาจทำให้การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยซับซ้อนขึ้น แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าธนาคารกลางแห่งใดจะปรับดอกเบี้ยอย่างไร1
7
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ราคาน้ำมันที่ลดลงสะท้อนว่าตลาดกังวลเรื่องการขาดแคลนในระยะสั้นน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าสงครามยุติแล้ว[2][3]
ราคาน้ำมันที่ลดลงสะท้อนว่าตลาดกังวลเรื่องการขาดแคลนในระยะสั้นน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าสงครามยุติแล้ว[2][3] การส่งออกของซาอุดีอาระเบียและการเดินเรือผ่านฮอร์มุซที่เริ่มฟื้นช่วยให้น้ำมันถึงผู้ซื้อ แต่การส่งออกจากภูมิภาคยังมีข้อจำกัด[1][7]
เอเชียมีแนวโน้มนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน แต่ปริมาณยังต่ำกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งราว 13%[17]