การทะยานของบิตคอยน์ (Bitcoin) รอบนี้ไม่ได้มีปัจจัยเดียว แต่เกิดจากการผสานกันของบรรยากาศด้านกฎเกณฑ์ที่ดีขึ้น เงินสถาบันที่กลับเข้ามาผ่าน ETF และแรงบีบให้ผู้เดิมพันขาลงต้องปิดสถานะ หรือที่เรียกว่า ชอร์ตสควีซ (short squeeze)
ผลคือ BTC ดีดจากจุดต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์หลังการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไปเหนือ 85,000 ดอลลาร์ในวันที่ 21 กันยายน 2026 และขึ้นไปแตะราว 87,354 ดอลลาร์ระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม หรือราว 8 เดือน
8
5 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวนี้ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเดิมจากดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนของกฎหมายคริปโตสหรัฐได้หายไปแล้ว
1) SEC ส่งสัญญาณเปิดทางการเงินบนบล็อกเชน แต่ไม่ใช่การผ่อนคลายแบบครอบจักรวาล
วันที่ 17 กันยายน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ออก “Innovation Exemption” หรือข้อยกเว้นด้านนวัตกรรมแบบชั่วคราวและมีเงื่อนไข ให้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนและผ่านเกณฑ์ สามารถซื้อขายหุ้นสหรัฐในระบบ National Market System (NMS) บนเชนได้
1
4
หุ้นโทเคนในที่นี้คือโทเคนดิจิทัลที่เป็นตัวแทนของหุ้น และสามารถซื้อขายผ่านบล็อกเชนได้ ไม่ได้หมายถึงคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไป โดยข้อยกเว้นมีระยะเวลา 5 ปี แต่มีขอบเขตจำกัดและเงื่อนไขค่อนข้างเข้มงวด เช่น
- แพลตฟอร์มต้องจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์
- ต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ
- ไม่อนุญาตให้เสนอ “หุ้นสังเคราะห์” ที่เพียงอ้างอิงราคาหุ้นผ่านอนุพันธ์
- มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแจ้งและการคุ้มครองผู้ลงทุน
1
3
4
ดังนั้น นี่ไม่ใช่การยกเลิกกฎระเบียบคริปโตแบบกว้าง ๆ และไม่ใช่กฎหมายถาวร แต่ตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณเชิงสร้างสรรค์ว่า การเงินสาธารณะบนบล็อกเชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอาจขยายตัวได้ แม้ว่าวุฒิสภาสหรัฐจะไม่สามารถเดินหน้าร่าง Clarity Act ได้ก็ตาม
1
3
9
2) เงินไหลเข้า Spot Bitcoin ETF กลับมาเป็นแรงซื้อจริง
ปัจจัยสำคัญอีกข้อคือแรงซื้อผ่าน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐ ซึ่งเป็นกองทุนที่ถือบิตคอยน์จริงเพื่ออ้างอิงมูลค่า วันที่ 18 กันยายน กองทุนกลุ่มนี้มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 433 ล้านดอลลาร์ นำโดย Fidelity และ BlackRock หลังจากก่อนหน้านั้นเผชิญเงินไหลออกหนักในช่วงต้นสัปดาห์
6
เงินไหลเข้า ETF มีนัยมากกว่าการเก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ เพราะสร้างความต้องการซื้อในตลาดสปอตโดยตรง และช่วยพลิกอารมณ์ตลาดจากแรงขายหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยและข่าวร่าง Clarity Act ไม่คืบหน้า
6
3) ชอร์ตสควีซเปลี่ยนการฟื้นตัวให้เป็นการพุ่งแรง
เมื่อ BTC ข้ามระดับราคาสำคัญ ผู้ที่เปิดสถานะชอร์ต ซึ่งเป็นการเดิมพันว่าราคาจะลง ถูกบังคับให้ซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ จำนวนสถานะชอร์ตคริปโตที่ถูกล้างภายใน 24 ชั่วโมงมีมูลค่ามากกว่า 648 ล้านดอลลาร์
17
กลไกนี้สร้างแรงซื้อเพิ่มแบบอัตโนมัติ: ยิ่งราคาขึ้น นักลงทุนชอร์ตยิ่งต้องซื้อคืน และการซื้อคืนยิ่งผลักราคาขึ้นต่อ จึงทำให้การฟื้นตัวรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่แรงซื้อปกติเพียงอย่างเดียวจะทำได้
อย่างไรก็ดี นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนควรระวังการตีความว่าเป็นขาขึ้นที่ยั่งยืนทันที เพราะหลังแรงบังคับปิดชอร์ตลดลง ตลาดจำเป็นต้องมีแรงซื้อสปอตต่อเนื่องมารองรับ
4) ตลาดเสี่ยงและคริปโตทั้งกระดานฟื้นพร้อมกัน
การปรับขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่บิตคอยน์ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมในสหรัฐฟื้นตัวและส่งแรงต่อมายังคริปโต โดย Ether ขยับเหนือ 2,600 ดอลลาร์ และในบางช่วงแตะราว 2,700–2,745 ดอลลาร์
11
8
มูลค่าตลาดคริปโตรวมอยู่แถว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงต้นของการเคลื่อนไหว ก่อนเพิ่มเป็นราว 2.92 ล้านล้านดอลลาร์ หลังขยับขึ้นเกือบ 4.8% ภายใน 24 ชั่วโมง
7
8 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตก็ได้รับแรงหนุนเช่นกัน โดยมีรายงานว่า Coinbase และ Bullish ได้รับการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจากนักวิเคราะห์
16
ระดับสำคัญหลังการพุ่งขึ้น
แนวต้าน: 85,000–87,000 ดอลลาร์
บริเวณ 85,000–87,000 ดอลลาร์เป็นด่านแรกที่ตลาดต้องผ่านให้ได้อย่างมั่นคง เพราะเป็นโซนสูงสุดของวันที่ 21 กันยายน และเป็นระดับสูงสุดนับจากปลายเดือนมกราคม
5
13 หากราคายืนเหนือโซนนี้ได้พร้อมเงินไหลเข้า ETF ต่อเนื่อง จะช่วยยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพียงแรงดันจากชอร์ตสควีซ
แนวรับ: 80,000 ดอลลาร์ และโซนกลาง 70,000 ดอลลาร์
ระดับ 80,000 ดอลลาร์เป็นแนวรับระยะสั้นที่สำคัญ หากหลุดลงมา โครงสร้างการฟื้นตัวจะอ่อนลง และตลาดอาจหันไปทดสอบจุดต่ำหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า 76,000 ดอลลาร์ รวมถึงบริเวณ 75,000 ดอลลาร์อีกครั้ง
10
12
ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
แม้บรรยากาศตลาดจะดีขึ้น แต่ประเด็นเสี่ยงหลักยังอยู่ครบ ได้แก่
- การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของเฟด หรือข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงเกินคาด ซึ่งอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
- เงินไหลเข้า ETF ที่อาจพลิกกลับเป็นเงินไหลออก
- ความล้มเหลวในการผลักดัน Clarity Act ซึ่งทำให้กรอบกำกับตลาดคริปโตของสหรัฐยังไม่ชัดเจน
- ข้อยกเว้นของ SEC ที่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว มีเงื่อนไข และไม่ใช่กฎหมายถาวร
9
1
3
บทสรุปจึงอยู่ที่คุณภาพของแรงซื้อหลังจากแรงปิดชอร์ตค่อย ๆ หมดไป หาก ETF และผู้ซื้อในตลาดสปอตยังเข้ามาต่อเนื่อง การฟื้นตัวมีฐานรองรับมากขึ้น แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น BTC ก็ยังเสี่ยงต่อการย่อลงเร็วกลับไปทดสอบ 80,000 ดอลลาร์ หรือแม้แต่โซนกลาง 70,000 ดอลลาร์ได้.